วันอาทิตย์, 14 กรกฎาคม 2567

หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล วัดป่าบ้านคุ้ม อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี

ประวัติและปฏิปทา
หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล

วัดป่าบ้านคุ้ม
อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี

หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล วัดป่าบ้านคุ้ม จ.อุบลราชธานี

ชาติภูมิ

หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล เดิมมีนามว่า ทองรัตน์ ต้นตระกูลเป็นชาว บ้านชีทวน อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ก่อนอพยพย้ายถิ่นไปสู่ บ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม

หลวงปู่ทองรัตน์ เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๑ เป็นบ้าน เดียวกับ ท่านพระอาจารย์เกิ่ง และ พระอาจารย์วัง ฐิติสาโร เทพเจ้าแห่งภูลังกา ท่านมีพี่ชายคนหนึ่งเป็นกำนันของตำบลนี้ คือกำนัน ศรีทัศน์ บิดาเป็นคหบดีฐานะมั่งคั่งในหมู่บ้าน และมีหน้าที่เก็บส่วย

ในวัยเด็กท่านเป็นคนค่อนข้างจะหัวดื้อ ย่างเข้าสู่วัยหนุ่มชอบไปทางนักเลงสุรา จากชีวิตคฤหัสถ์ที่สนุกสนานคึกคะนอง แต่ก็ช่วยครอบครัวทำมาหากินอย่างขยันขันแข็งจนล่วงเลยวัยเบญจเพสชีวิตของท่านจึงเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ 

เมื่ออายุประมาณ ๒๖ ปี ท่านได้เข้าพิธีอุปสมบท ที่วัดบ้านสามผง โดยมีเจ้าอาวาสวัดบ้านสามผงเป็น พระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “กันตสีโล”

พระทองรัตน์ สนใจและตั้งใจศึกษาพระธรรมวินัยและพระปริยัติธรรม ด้วยความมุ่งมั่นเอาใจใส่แตกฉานในการสวดปาติโมกข์ 

หลวงปู่ทองรัตน์ กนฺตสีโล วัดป่าบ้านคุ้ม อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี

 ในพรรษาที่ ๖ พระทองรัตน์ได้ยินเรื่องราวของ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และ พระอาจารย์เสาร์ กันตสีโล ครูบาอาจารย์ในสายวิปัสสนากัมมัฏฐานที่ จังหวัดสกลนคร ซึ่งพำนักอยู่ที่ วัดป่าสุทธาวาสและวัดป่าในละแวกเขต อำเภอเมือง จังหวัดสกลนครเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านเป็นอย่างมาก 

พระอาจารย์ทองรัตน์ ได้เข้านมัสการและถามปัญหาในข้อวัตรปฏิบัติปกิณกธรรมและวิสุทธิมรรค ก่อนฝากตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์อวน ปคุโณ แห่งวัดจันทิยาวาส จังหวัดนครพนม พระอาจารย์ทองรัตน์ได้ ฝึกการเจริญภาวนา โดยหลวงปู่มั่นได้แนะนำว่า “รู้ไม่รู้ไม่สำคัญ ขอให้ทำจิตใจให้รู้จักจิตว่าสงบหรือไม่สงบ” นอกจากนี้ ท่านได้ออกธุดงค์ไปตามหุบห้วยภูผาป่าช้าต่างๆ ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระบูรพาจารย์  เช่น ห้ามเทศน์เด็ดขาด ให้ระวังสำรวม ให้อยู่ตามต้นไม้

พระอาจารย์ทองรัตน์ เป็นผู้เคร่งครัดในข้อวัตร ปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง ท่านเป็นผู้มักน้อยสันโดษ และปฏิบัติมาก พยายามพากเพียรภาวนาอยู่อย่างสม่ำเสมอ เป็นพระที่ไม่ยึดติดในเสนาสนะ จำพรรษาแต่ละแห่งไม่นานมักจะย้ายวัด หรือออกธุดงค์ตามป่าเขาเป็นส่วนใหญ่ ในพรรษาต่อๆ มาท่านได้ธุดงค์ไปประเทศพม่ากับพระอาจารย์มี อีกทั้งยังธุดงค์ไปทั่วภาคอีสาน ภาคเหนือ  และภาคกลาง 

ในปีหนึ่งท่านได้ธุดงค์ไปถึงบ้านคุ้ม ตำบลหนองไฮ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบัน บ้านคุ้ม ขึ้นอยู่กับ ตำบลโคกสว่าง อำเภอสำโรง) ซึ่งเป็นหมู่บ้านชนบท คืนแรกที่มาถึงท่านได้ไปบำเพ็ญ ภาวนาและปักกลดที่กลางป่าท้ายหมู่บ้าน ซึ่งกลางป่าแห่งนี้มีเนินดินบริเวณกว้างประมาณ ๖ ไร่ เนินแห่งนี้  รกทึบ หลวงปู่ทองรัตน์ ได้ไปอาศัยโคนไม้ในดงนี้เป็นที่บำเพ็ญภาวนา 

 ต่อมาหลวงปู่ทองรัตน์ ได้ตัดสินใจสร้างเป็นวัดในพื้นที่แห่งนี้แต่ระยะแรกก็เพียงถากป่าให้โล่งพอได้ อาศัย นานวันเข้ามีผู้เลื่อมใสมาเป็นศิษย์มากขึ้น แม้จะสร้างเป็นวัดหลายปีแต่ก็ไม่ได้สร้างวัดใหญ่โต เพียงพอให้พระภิกษุ-สามเณรได้อาศัยเท่านั้น

ก่อนหน้าที่ท่านจะมรณภาพ ศิษย์คนสำคัญ คือ พระอาจารย์บุญมาก แห่งภูมะโรง แขวงนครจำปาสัก ประเทศลาว ได้เดินทางจากประเทศลาวมานมัสการหลวงปู่ทองรัตน์ กลางพรรษา

เหตุที่ได้เดินทางมาทันงานศพ เนื่องจากเกิดนิมิตภูมะโรงสั่นสะเทือน ๓ ครั้ง จึงคิดถึงอาจารย์ทองรัตน์มาก และคิดว่าน่าจะมีเหตุร้ายจึงเดินทางมารีบด่วน โดยไม่มีใครแจ้งข่าว

หลวงปู่ทองรัตน์ ท่านได้ละสังขารอย่างสงบ เมื่อวันที่ ๒๑ ก.ย. พ.ศ ๒๔๙๙

สิริอายุ ๖๘ ปี พรรษา ๔๒