วันจันทร์, 15 กรกฎาคม 2567

‘ตัวบุญตัวบาปอยู่ที่ธาตุรู้ผู้เดียว’ หลวงปู่อุทัย ธมฺมวโร วัดภูย่าอู่

○ ตัวบุญตัวบาปอยู่ที่ธาตุรู้ผู้เดียว ○

หลวงปู่อุทัย ธมฺมวโร
วัดภูย่าอู่ อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

หลวงปู่อุทัย ธัมมวโร วัดป่าภูย่าอู่ อ.บ้านผือ อุดรธานี
หลวงปู่อุทัย ธัมมวโร วัดป่าภูย่าอู่ อ.บ้านผือ อุดรธานี

หลวงปู่อุทัย ธมฺมวโร เจ้าอาวาสวัดภูย่าอู่ ตำบลคำด้วง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานีอู่ เมตตาเทศนาธรรม หัวข้อ “ตัวบุญตัวบาปอยู่ที่ธาตุรู้ผู้เดียว” ในงานพิธีบำเพ็ญกุศลครบ ๕๐ วัน หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต ที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม จังหวัดปทุมธานี

หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต วัดสวนป่าบุญฤทธิ์
หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต วัดสวนป่าบุญฤทธิ์

นะโม ๓ ครั้ง…ให้ว่าตั้งใจฟังธรรม ความจริงธรรมะนั้นอยู่กับตัวเราแล้ว แล้วสภาพแวดล้อม หลวงปู่ของเรา (หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต) ก็เป็นธรรมะให้เราพิจารณาแล้ว ความจริงน่ะ ที่ให้มาแสดงธรรมนี้ก็เพียงแค่บรรยาย เป็นปริยัติ ว่าเป็นภาษาธรรม คือ บัญญัติธรรม เป็นโวหารบัญญัติ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก็เป็นบัญญัติธรรม ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป กายของเราทั้งหมดก็ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป ศาสนาสมบัติ นับเข้าหมด แม้แต่พระบรมธาตุ พระอรหันตธาตุ ก็ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป

ตัวบุญตัวบาปอยู่ที่ไหน คือ ธาตุรู้ผู้เดียว ธาตุรู้ คือ มโนธาตุ หรือ วิญญาณธาตุ อีกอย่างก็จิต หรือ เจตสิก รวมศูนย์เป็นบุญและบาป ในปรมัตถธรรมบอกไว้แล้ว รูปทั้งหลาย บรรดามี แม้แต่พระพุทธรูปที่มนุษย์สร้างขึ้นมา พระบรมธาตุ พระอรหันตธาตุ ทั้งนั้น กรรมสร้างมา

พระบรมธาตุ พระอรหันตธาตุก็ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือว่าอริยมรรค มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ ภาษาพูด ผู้ใดเจริญศีล สมาธิ ปัญญา ให้ได้มรรค ๔ ผล ๔ นิพาน ๑ โลกุตระธรรม ๙ สร้างขึ้นมา อยู่ที่จิต กับ เจตสิก เมื่อถึงโลกุตระแล้ว ไม่กลับมาอีก ไม่มีบุญ ไม่มีบาปอีก เหตุนั้น จิต กับ เจตสิก เป็นบุญและบาป รูปทั้งหลายไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป พระนิพพาน ไม่ใช่บุญไม่ใช่บาป ตัวปรมัตถธรรม ถ้าใครอยากไม่ให้มีบุญ ไม่ให้มีบาป ก็เจริญศีล สมาธิ ปัญญา ให้เกิดมรรค เกิดผล เกิดโลกุตระธรรม ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาปอะไร ถ้ามีบุญก็วุ่น ใครมีบุญเยอะ ก็วุ่นเยอะ ใช่ไหม เน๊าะ

อย่างในหลวง พ่อหลวงของเรา มีบุญเยอะ ยังไม่ไปไหนมาไหนเลย มาตกตัวนี้ล่ะ บุญเยอะๆเป็นมหากุศล ก็พรหมโลกโน่น ทำสมาธิได้ ได้สมาธิ รูปฌาณ อรูปฌาณ ก็ยังไม่จบ ยังมาติดอยู่พรหมโลก กุศลสูงสุด คือ มหากุศล ถ้าใครอยากได้มหากุศล ก็ทำสมาธิ ไม่ยาก ไม่ต้องเสียเงินแม้แต่สลึงเดียว ทำได้เลย ถ้าใครอยาก ก็ได้ก็ทำเอาน่ะ เอ่อ สมาธิง่ายเหลือเกิน ไม่ต้องไปขอที่ไหนเลย เราทำเอาเอง ได้แล้วก็เป็นมหากุศล ไม่ใช่มหากุศลที่เราเอามาพูดกันน่ะ ที่ชาวพุทธเอามาพูดหลอกกันน่ะ ไม่ใช่

ตัวมหากุศล ไม่ต้องลงทุนแม้แต่สลึงเดียว ไม่ให้ใครเดือดร้อนเลย ทำสมาธิ เหตุนั้นอย่าลืมน่ะ ให้ไปทำเอาเอง แต่ว่ายังไม่จบ ไปติดอยู่ที่พรหมโลกโน่น ไม่ไปไหนมาไหน หมดกำลังสมาธิ หมดกำลังฌาณแล้วก็ลงมาอีก “อนิจจา วะตะ สังขารา อุปปาทะวะยะธัมมิโน” ไม่มีอะไรเที่ยง กุศลธรรมทั้งหลายถึงแม้จะสูงสุด ยิ่งเป็นมหากุศล

กุศลนั้นน่ะ คือ รูปฌาน อรูปฌาน เมื่อใครบำเพ็ญได้แล้ว จะได้เกิดไปอยู่ชั้นพรหม อายุเป็นกัปป์ แต่ว่านั้นก็ยังไม่จบ ไปติดอยู่นั่นล่ะ พระพุทธเจ้าบอกว่า บอกว่ายังไง เสลดของพระอริยเจ้า เสลด ถ้าเป็นเสลด ใครจะเอาไว้ล่ะ ไม่เอาไว้เน๊าะ นั่นแหละ ให้เปรียบเทียบ เหตุนั้นล่ะ เมื่อเจริญศีล สมาธิได้แล้ว ก็ให้เจริญปัญญา ฆ่ากิเลส ฆ่าทั้งหมดเลย ทั้งบุญกุศล ทั้งอกุศล ฆ่าทิ้งหมด ไม่เอา นี่หลักแท้ๆ

หลวงปู่ของเรา หลวงปู่บุญฤทธิ์ ท่านบำเพ็ญ น่าอนุโมทนาน่ะ วัดก็ไม่สร้าง ไม่เคยสร้างวัดเลย โอ้! สบายมาก ไม่อยากไปอยู่ที่ไหนเลย เขานิมนต์ไปเลย สบายมาก กลับมาอยู่เมืองไทย ก็ไม่ได้สร้างวัดเลย โยมทิพย์สร้างให้ มาอยู่แค่นั้นแหล่ะ สบายมาก เวลามรณภาพแล้ว ใครจะเอาไปไหนก็เอาไป ไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว สบายมาก นี่เห็นไหม ไปอย่างสบายๆ สบายๆ ลูกศิษย์ก็ไม่มี โอ้โห… หายากน่ะ ลูกศิษย์ พระเณร ดูเหมือนไม่มีน่ะ เน๊าะ ไม่มีใครมาบวชด้วยเลย มีคุณแซมไปไหนเน๊าะ อยู่ไหม ไปไหนแล้ว ไม่เห็นหน้าเลย คุณแซมก็ไม่ได้บวชน่ะ คู่กรรมคู่เวร โน่น ไปหากันอยู่โน่น ไปติดตาม ท่านก็ยังไม่พ้นกรรมพ้นเวร เคยสร้างกันไว้ ก็เลยเป็นกรรมเป็นเวร น่ะ ให้ปลง สัพเพ สัตตา กัมมะสะกา กัมมะทายาทา กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ… ไม่ได้สวดเล่นน่ะ จริง เป็นจริง หลวงปู่ฯ

อาตมาก็ไม่ได้ไล่ไว้ จากวันมรณภาพ กี่วันแล้ว ได้สักเท่าไหร่ ๕๐ วัน อายุของท่านก็ ๑๐๔ ปีเน๊าะ หายากเน๊าะ ๑๐๔ ปี แต่อาตมาคิดไม่เหมือนใคร ถ้าใครอายุยืนๆ บาปเยอะ ชราทุกข์ ชราทุกข์ อันนี้ก็จะเปรียบเทียบให้เป็นตัวอย่างน่ะ พระพุทธเจ้า อายุขัยของมนุษาโลก ยุคนั้นสมัยนั้น ๑๐๐ ปี อายุขัย ๑๐๐ ปี พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ พระพุทธเจ้าโคตรมะของเรา ถ้าจะคิดน่ะ บำเพ็ญบารมีด้วยปัญญาธิกกะ เอาเร็ว เอาไวไว สำเร็จให้ได้ไวๆ ก็เลยบารมีอันนั้นส่งขึ้นมา ความเร็วให้ได้มาเกิด อุบัติ โปรดสัตว์โลก อายุขัยน้อยที่สุด สุดท้ายของมงคลกาล อายุขัย ๑๐๐ ปี ถ้าต่ำกว่า ๑๐๐ แล้ว พระพุทธเจ้าไม่อุบัติในโลก อายุขัยสูงสุด ๑๐๐,๐๐ ปี ที่พระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ รู้ไหม อายุขัยของคนก็ ๑๐๐,๐๐๐ ปี ท่านว่าเอาไว้ มีจริง เป็นจริง โอ้ย อายุขัยก็มีมาอีกหลาย

นี่แหละเพราะผู้สร้างบารมีมาเกิด เพื่อพระโพธิสัตว์ เพื่อมาโปรดเวไนยสัตว์ มีขอบข่าย มงคลกาล อายุขัยแสนปีลงมาหาร้อย ร้อยขึ้นมาหาแสน เป็นมงคลกาล พระพุทธเจ้าจึงมา เกินแสนไม่มา ต่ำร้อยไม่มา ถ้าเกินแสนยังไง ถ้าเกินแสนแล้ว จะไปว่าทำไม นะโมตัสสะ นี่อายุก็แสนแล้ว สบายแล้ว โรคภัยไข้เจ็บไม่มีใช่ไหม ปลงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ได้เลย เพราะอายุยืน ถูกไหมล่ะ

ถ้าอายุขัยต่ำ ๑๐๐ โอ้โหย พิจารณาไม่ได้เลย เพราะอะไร เพราะกิเลสหนา ปัญญาหยาบ หยาบมาก ให้จำไว้ ทีนี้ ต่ำร้อย เดี๋ยวนี้ต่ำกว่าร้อยแล้วเนอะ ก็รู้แล้วเหนาะ ก็พวกเรากิเลสเน๊าะ ถามเลย ไม่ต้องตอบอาตมา ตอบให้ตัวเองฟังก็รู้แล้ว กิเลสเยอะกว่าแต่ก่อนไหม จะเยอะหนักหนา อยู่ไปนานๆ ยิ่งเจ็บ ยิ่งหนักหนา ตามปกติอายุขัยของสัตว์โลก ๑๐๐ ปี ตัดออก ๑ ปี เดี๋ยวนี้อายุขัยของคนเหลืออยู่แค่ ๗๔ เศษๆ ไม่ถึง ๗๕ ก็จากพระพุทธเจ้าปรินิพพานมาแล้ว ๒,๕๖๐ กว่า เนี่ยเห็นไหมมันหมดไปแล้วน่ะ ตัดออก ตัดออก

อันนี้มาเกินก็ไม่ต้องนับ เหตุนั้นพอดีๆ เขาก็มาจัดสรรใหม่ อายุ ๖๐ ปีแล้ว ปลดเกษียณเลย ทำอะไรไม่ได้ งุ่มง่าม สมองก็ไม่ดี ปลดเกษียณแล้วให้ไปบำเพ็ญกุศล ให้ไปบำเพ็ญกุศล แต่บางคนก็ไม่บำเพ็ญเน๊าะ เป็นห่วงงานเน๊าะ ด้วยเหตุนั้นให้เข้าใจน่ะ ปลดเกษียณแล้ว ให้บำเพ็ญกุศลน่ะ จริงๆ ปลอดเกษียณแล้วให้บำเพ็ญกุศล เพราะเวลาน้อยแล้ว จากนี้ไปจะไม่มีกิจอีก ถ้าแก่แล้วก็ทำอะไรไม่ได้ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เหตุนั้นพระพุทธเจ้าสอนให้พิจารณา อภิณหะปัจจเวกขณะปาฐัง เรามีความแก่เป็นธรรมดา ให้พิจารณาน่ะ เรามีความเจ็บไข้ได้ป่วย เดี๋ยวนี้ก็รู้อยู่แล้วโรคภัยไข้เจ็บในเมืองไทยเยอะ สารพิษเมืองไทยเต็มไปหมดเลย ดูเหมือนเมืองไทยจะเป็นหนูลองยา อาตมาใช้คำนี้ จะถูก หรือ ไม่ถูก ก็แล้วแต่เน๊าะ

เรามีความตายเป็นธรรมดา ตายนี่ ๒ แบบน่ะ ตายเปิด กับ ตายปิด อัปปฏิจฉันนมรณ ปฏิจฉันนมรณะ ตายปิด อัปปฏิฉันนะมรณะ ตายเปิด ตายปิด เดี๋ยวนี้ก็ตายอยู่ หายใจเข้า ไม่เอาออกก็ตายแน่ๆ ตาย ออกเข้า ออกเข้า ก็ได้ เกิดดับ เกิดดับนั่นแหละ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันตายอยู่ตลอด ตาหลักแล้วน่ะ ตายนานหน่อย คือ นอนหลับ นอนหลับก็คือตาย ตายนานหน่อยเน๊าะ ตายรองลงมาอีก นี่ เกิดอุบัติเหตุ โอ้ย นานเน๊าะ บางคนเน๊าะ อยู่ครึ่งปีเลย ใช่ไหม ยังหายใจอยู่ ไม่รู้เรื่อง นั่นล่ะ สลบไสล นั่นล่ะ ตายเหมือนกัน เพราะตายไปเลยไม่ฟื้น บางคน นี่แหละ ตาย ไม่รู้วันตาย

ตายจากคุณงามความดี ประมาท บวกเข้าไปอีก นั่นเห็นไหม เหตุนั้น อย่าประมาท นี่แหละ ตายเปิด ตายแท้ๆ ไม่หายใจเลย หมดสิทธิ์แล้วทีนี้ ทำอะไรไม่ได้แล้ว ทีนี้ เอ่อ ภาษาธัมมะ จุติ คือ เคลื่อนจากสถานะเดิม ศัพท์ เคลื่อนจากสถานเดิม นับเข้าหมดน่ะ สัตว์สาราสิง เทวดาก็นับเข้าหมด แต่ว่าเทวดา เทวดาก็สิ้นบุญ ถ้าเป็นพวกเทพก็สิ้นบุญ เพราะอาศัยบุญแต่ง ก็เลยเกิดเป็นเทพ สิ้นบุญ นี่เห็นไหม ใช้ศัพท์นี้ เหตุนั้นถึงว่า กว่าจะรู้ว่าตาย ตายปิด ตายเปิด มันสายเกินแก้ เหตุนั้นพระพุทธเจ้าจึงยกอภิณหะปัจจเวกขณะ มาให้พิจารณา เรามีความแก่เป็นธรรมดา เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา เรามีความตายเป็นธรรมดา เราจะพรัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้นไป แน่นอน ให้พิจารณา

ข้อสุดท้าย สำคัญที่สุด เรามีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นผู้สร้าง นี่เห็นไหม กรรมดี กรรมชั่ว ย่นเข้าที่กรรม หลักพุทธศาสนา กัมมนิโน กัมมนิยาม ความแน่นอน ความจริงที่แน่นอน ไม่มีผู้แต่ง ไม่มีผู้สร้าง ไม่มีเจ้าของ นี่ ด้วยเหตุนั้นให้พิจารณาบ่อยๆ ท่านทั้งหลายจงพิจารณบ่อยๆ อย่างนี้ทุกวันๆ ทุกขณะจิต จะไม่ให้ประมาท จะได้เตรียมพร้อม ภาวนา เพราะไม่ได้ลงทุน ทำเยอะ ๆภาวนา รักษาศีล ก็ทำได้เยอะ เพราะไม่ต้องลงทุน ไม่เกี่ยวกับสถานที่ ไม่เกี่ยวกับบุคคล ให้ทำบ่อยๆ ส่วนทานนั้น ตามมีตามเกิด

ทานเยอะไม่ได้ เพราะพวกเราหากินก็ไม่ไหวแล้วเน๊อะ อือม์ เอาเข้าปากของเราก็พอแล้ว หามันไม่ไหว มันมีจำกัด เหตุนั้นหลักพุทธศาสนา ในไตรสิกขา ท่านจึงไม่ได้จัดทานเข้าไว้ จัดเฉพาะศีล ศีลที่ปกติ ทำกายให้ปกติ อย่าผิดปกติ เดี๋ยวนี้ ผิดปกติเยอะเน๊าะ นั่นแหละ อย่าไปเข้าใจอย่างอื่นนะ ศีล คือ ปกติ แปลออกมาแล้ว เป็นปกติ ผิดศีล ผิดปกติ จับหลักนี้ไว้ให้ดีๆ อย่าไปพากันผิดปกติ นั่นนะ เตรียมพร้อมเลย อย่าให้ผิดปกติน่ะ เนี่ย เป็นศีล ไม่ต้องไปสมาทานกับพระหรอก นั่นล่ะ ถ้าสามารถทำให้ปกติได้ ก็ได้รับผล ถ้าแปลเป็นผล ก็เย็น ถ้าใครสามารถทำให้ปกติได้ ก็ได้รับความเย็น อือม์ ได้รับความเย็น ศีลน่ะ

หลักสมาธิ ตั้งใจมั่น ความหมายที่สำคัญที่สุด ให้มั่นในพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ต่อกันล่ะทีนี้ เวลาจะสมาทานศีล ก็ปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัย พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ทำเป็นกิจจะกรรม ทั้งเช้าเย็น เวลาไหว้พระ ได้ปฏิญาณตนถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง แล้วก็สมาทานศีล ทั้งเช้าทั้งเย็น อันนี้เป็นนิจจกรรม

นิจจกรรม ทีเนี้ย ตลอด เตรียมพร้อมอยู่ตลอด เหตุนั้นถึงว่า สมาธิให้ตั้งมั่น ความตั้งมั่นในพระรัตยตรัย ความไม่เคลือบแคลงสงสัย ความไม่หวั่นไหว ให้ตั้งมั่นไว้ อย่าส่ายแส่ อย่าหลงไปเข้ารีตลัทธิศาสนาอื่น มีน่ะ มีในหลักธรรมเอาไว้ ไปเข้าลัทธิศาสนาอื่น มีผู้ต่อกับอนันตริยกรรม อนันตริยกรรม ๕ ชาวพุทธจะคุ้นหูแล้วเน๊าะ คุ้นหูแล้วเน๊าะ ไม่ต้องอธิบาย หรือ จะอธิบาย หรือ จะบอก ฆ่าบิดา มารดา ฆ่าพระอรหันต์ ทำลายสงฆ์ แต่สำหรับคฤหัสถ์น่ะ ช่วยเหลือน่ะ ไปทำลายโดยตรงไม่ได้ แต่ถ้ามีเรื่องกับพระเจ้าพระสงฆ์ก็จะไปเย้วๆนั่นล่ะ มีส่วน ระวังไว้ให้ดี จะไปทำลายพระสงฆ์ไม่ได้ นี่เฉพาะ ฆ่าเหมือนกัน ทำลายสงฆ์ได้ ในหลักน่ะ

เหตุนั้น พวกเราเป็นคฤหัสถ์ เป็นอุบาสก อุบาสิกา ระวัง อย่าไปเย้วๆ เดี๋ยวจะยกตัวอย่างให้ฟัง ขั้นต่อแล้ว มีน่ะ มีอาจารย์คนนึง อาจารย์คนนั้นีแต่ครูสอนทั้งนั้นเลย มีแต่อาจารย์ทั้งนั้นเลย ไปพูดถึงเรื่องพระ พระทำผิด ทำผิดวินัย ก็คงไม่รู้เน๊าะ ข่าวเน๊าะ ก็พูดกันทีนี้ พูดกันในวงของครู ครูอาจารย์ทั้งนั้นเลย พูดเสร็จแล้วก็ตบมือ อือม์ สะใจ ชื่นใจหรือยังล่ะ กลางคืนมาทีนี้ หัวหน้านั่นล่ะ ก็เลยได้นิมิต นิมิตก็มิใช่นิมิตอื่นที่นี้ หลวงปู่เทศก์ วัดหินหมากเป้ง ถือไม้เรียว ไล่เฆี่ยนเลยทีนี้ โถๆๆๆไปไหนล่ะที่นี้ วิ่งหนี หนีหัวซุกหัวซุน อย่าพูดน่ะต่อไป ไล่เฆี่ยน ไล่ตี น่าคิดน่ะ นี่นิมิตเครื่องหมายบอกเหตุ เราเป็นชาวพุทธระวังให้ดี ห้ามพูด

อันนี้ เป็นตัวอย่าง จะไปได้ยินบ่อยลักษณะนี้ เหตุนั้นให้ระมัดระวัง การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องพระเจ้าพระสงฆ์ มีหลักธรรมหลักวินัยบอกไว้ว่า ห้ามบอกอาบัติชั่วยามแก่ “อนุปสัมบัน” (ผู้ไม่ได้เป็นภิกษุ) นี่เห็นไหม มีสิกขาบทอยู่ในปาฏิโมกข์เลย บอกไว้เลย พวกเราได้รู้ เห็นไหม สอดคล้องกันเลย นี่เป็นคฤหัสถ์ระดับอาจารย์น่ะ เป็นครูกันทั้งนั้นเลย จะไปเที่ยวที่ไหน ไม่รู้ สนุกสนานใช่ไหมล่ะ พอพูดเรื่องพระเจ้าพระสงฆ์ทำผิดวินัยศีล เป็นอาบัติปาราชิกเหรอ อะไรเนี่ย ก็ได้ยินแต่ข่าวใช่ไหมล่ะ พูดแล้ว ก็ชอบ ตบมือน่ะ อันนี้ใช่ไหม เป็นเหตุ กลางคืนมา ปวดหัวเลย ฝันทีนี้ หลวงปู่เทศก์ถือไม้เรียวไล่เฆี่ยน โอ้ย วิ่งหนีหัวซุกหัวซุน จนเหนื่อย จนเหนื่อยล้าเลย หลวงปู่เทสก์ไล่เฆี่ยน อย่าพูดน่ะต่อไป ระวัง แต่อย่าลืมน่ะ ฝันมี ๔ อย่าง หรือ ๖ อย่าง จะขยาย อือม์

กรรมนิมิต เทพบันดาล ๒ อย่าง จะจริง อันนี้ เห็นไหม จะเป็นเทพบันดาล หรือ กรรมนิมิตก็แล้วแต่ อันนี้ เหตุการณ์อย่างนี้ จะไม่ค่อยมี จะไม่ค่อยเกิด อาตมาก็เลยยกขึ้นมาให้ฟัง นี่ชาวพุทธของพวกเรา เพราะไม่มีใครทำ หลักกรรมนี้ ไม่มีใครทำให้ใคร เจ้าตัวทำเอง ใครทำร้ายพระพุทธศาสนา ก็พุทธศาสนิกชนนี่แหละ ทำลายเอง ใครสมาทานศีล ก็เรานั่นแหละเน๊าะ ใครทำลายศีล ก็เรานั่นแหละ ทำลายเอง หลักกรรม ไม่มีใครทำ เจ้าตัวทำเอง นี่เห็นไหม อภิณหะปัจจะเวกขณะ เรามีกรรมเป็นแดนเกิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย ยังกัมมังกะริสสามิ กัลยาณังวา ปาปะกังวา …ข้อสุดท้าย จับหลักกรรมนี้ไว้ให้ดี นี่ล่ะเหตุนั้นถึงให้มั่นในพระรัตนตรัย ถ้ามั่นในพระรัตนตรัย อริยะแล้วเขาจะไม่อยู่ มีแต่ปุถุชนของเรานี่แหละ ฝังอยู่ มีพระอริยะ นับแต่โสดาบัน เขาจะไม่พูดอย่างนั้น นี่ยกตัวอย่างให้ฟัง เป็นอุธาหรณ์ ให้ชาวพุทธระมัดระวังสำรวม แล้วก็เตือนๆต่อกันด้วย ถ้ามีเหตุขึ้นมา

เหตุนั้น สมาธิตั้งมั่นในพระรัตนตรัย มีพระอริยเจ้า ระดับปุถุชน ยาก ยังไม่มั่น ศรัทธา ๔ อย่าง ตถาคตโพธิศรัทธา ,กัมมัสสกตาสัทธา, กัมมสัทธา, วิปากะสัทธา ๔ อย่าง ปุถุชน เป็นวิปปยุตต เป็นศรัทธาวิปปยุตต ศรัทธาเสื่อม ไม่มั่นคง เกิดขึ้นแว็บเดียวก็หายแล้ว มีแต่พระอริยเจ้า โสดาบัน พระอริยเจ้า นับตั้งแต่โสดาขึ้นไป ศรัทธาของพระอริยะเจ้าระดับนั้น เป็นศรัทธา อะจะละศรัทธา จำไว้ให้ดีน่ะ อะ แปลว่า ไม่ จะละ แปลว่า หวั่นไว อะจะละ แปลว่า ไม่หวั่นไหว เป็นศรัทธาที่ไม่หวั่นไหว ใครจะมาพูดอะไร ไม่หวั่นไหวเลย ไม่กระเพื่อม ถ้าเป็นน้ำก็ไม่กระเพื่อม มีเฉพาะพระอริยเจ้า นี่เหตุนั้น หลักสมาธิ จับหลักอันนี้ไว้ให้ดี

สมาธิใหม่ๆให้พิจารณา สมาธิประกอบด้วยปัญญา หมายถึง พระอริยเจ้า สำหรับปุถุชนแล้ว เป็นวิปปยุตต หวั่นไหว ไม่มั่นคง ก็ยังไม่ราบจำ ยังปราบกิเลสไม่ได้ นี่ เหตุนั้น ปัญญา ถ้าเรียงไว้สูง ศีล สมาธิ ปัญญา เรียงสูง แต่ถ้าอริยมรรคแล้ว ท่านเรียงปัญญาไว้ขึ้นต้น สำหรับสัมมาทิฐิ สำคัญสมาธิ ปัญญา เรียงสูง แต่ถ้าอริยมรรคแล้ว ท่านเรียงปัญญาไว้ขึ้นต้น สำหรับสัมมาทิฐิ สำคัญสัมมาทิฐิ ถ้าเกิดเป็นมิจฉาทิฐิปุ๊บหมดเลย ไม่เหลือ

นี่มรรคทั้ง ๘ ไม่เจอ เหตุนั้นท่านเรียงขึ้นต้นแล้วเอาไว้สูง เอาไว้ยอด นี่สำคัญ ในไตรสิกขา ขาดปัญญาไม่ได้ จิตของเราเกิดปุ๊บปั๊บขึ้นมา ตรึกตรองวิตกวิจารณ์ นั่นเห็นไหม มนสิการขึ้นมาแล้ว ขึ้นมาเลย นี่ระดับเราปุถุชน แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็มี ธรรมชาติของจิต จิตกับเจตสิก วิตกวิจารณ์ ก็ขยายไป สำหรับมนุษย์นั้น ให้เป็นปัญญาได้

สำหรับเดรัจฉานนั้นไม่ได้ เพราะวิบากกรรมเก่ามา สมองนี่น้อย อือม์ สมองนี้น้อยมากเลย สัตว์บางประเภทไม่มีสมอง สัตว์เดรัจฉาน เหตุนั้น สัตว์เดรัจฉาน ไม่สามารถบรรลุธรรมได้ เพราะไม่มีปัญญา แม้พวกนาค ตระกูลนาค พูดถึงนาคแล้วน่ะทีนี้ เขาก็ทำได้ทาน นิดๆ หน่อยๆ เพราะสมบัติไม่มี สมบัติประทานไม่ได้ สมบัติเทวดาก็ประทานไม่ได้ เกิดจากบุญกุศล เหมือนไปเกิดเป็นโอปาปติกกะ เอามาทานไม่ได้ ก็รักษาศีล ภาวนาไม่ได้

เหตุนี้มีประวัติครั้งพุทธกาล นาคจำแลงมาบวช …ถามอันตรายยิกธรรม ถามไปเลย มนุสโสสิ เป็นมนุษย์เหรอ ถาม ถ้าไม่เป็นมนุษย์ บวชไม่ได้ บวชได้เฉพาะมนุษย์ นี่เห็นไหม เป็นความจริง อือม์ ถ้าบวชก็ไม่เป็นพระ เทวดาบวชก็ไม่ได้ นาคเขาจำแลงได้ เทวดาก็จำแลงได้ แต่ก็บวชไม่ได้ นั่น เห็นไหม มีจำกัด พูดง่ายๆว่า อัตภาพไม่สมบูรณ์ อือม์ เขามีแค่ขันธ์ ๔ มนุษย์มีขันธ์ ๕ เต็มเปี่ยมเลยขันธุ์ ๕ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของเขามีแต่นามขันธ์ รูปขันธ์เขาก็จำแลงเอา เขามีอำนาจ มีฤทธิ์จำแลงได้ นี่ เห็นไหม จำกัดเลย ภัพพบุคคล อภัพพบุคคล บอกไว้เลย มาเกิดเป็นมนุษย์แล้ว ถ้าเป็นสองเพศ หมดสิทธิ์ บวชก็ไม่ได้ ภาวนาก็ไม่ได้ ธรรมะ

พระพุทธเจ้า ศีล สมาธิ ปัญญา เขาเปิดไว้เลย แต่ทำไม่ได้ รักษาศีลก็ไปแค่นั้นล่ะ บ๊องๆๆไปล่ะ ไม่ได้ทำจริง คนสองเพศน่ะ กระเทยอ่ะ เดี๋ยวนี้เยอะเลยเมืองไทย ทั้งโลกเน๊าะ เขาปลอมมา เขาปลอม เขาแปลงได้ บอกลูกบอกหลานไว้เลย อย่าไปหาปลอม หาแปลงน่ะ ไม่ได้น่ะ สองเพศ กระเทย ไม่ได้ ภาวนาไม่ได้ ได้รักษาศีล กับให้ทาน วิบากกรรม คือ ผลของกรรมแต่งอย่างนั้น ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงได้ ด้วยเหตุนั้น พวกเรา เต็มเปี่ยมแล้ว กุศลแต่งมาจนหมด สมบูรณ์แบบ อย่าประมาท ให้รีบเร่งขวนขวาย เอาใครเอามัน พระพุทธเจ้าบอกแล้ว พัพพะบุคคล คือ ผู้สมควรจะได้เป็นมนุษย์ ทำได้

แต่ว่ามีจำกัดอยู่ บอกไว้แล้ว ถ้าเกิดเป็นมนุษย์แล้ว อายุ ๗ ปี ถ้า ๗ ปีแล้ว บรรลุธรรมได้ เขารู้กันอย่างนั้น ถ้าต่ำกว่านั้นแล้ว อินทรีย์อ่อน สมอง รูปอันนี้ยังไม่แก่ เหมือนกับเด็ก ถ้าเด็กแล้วก็ทำอะไรไม่ได้ใช่ไหมล่ะ เพราะสมอง อินทรีย์อ่อน ถ้าจาก ๗ ปีขึ้นไปแล้ว อินทรีย์แก่กล้า ครั้งพุทธกาลมีเยอะ อายุ ๗ ขวบ บรรลุธรรม หรือ สำเร็จพระอรหันตได้ แต่ว่ากว่าจะได้อย่างนั้นก็บำเพ็ญมาเยอะนั่นแหละ และ อยู่ๆจะมาเอาชาติเดียวไม่ได้ ต้องบำเพ็ญมาเยอะ หลายกัปหลายกัลป์

ถ้าใครเคยฟัง ประวัติของพระอริยสาวก เคยฟังมาเน๊าะ บำเพ็ญมาเยอะ เป็นแสน เป็นแสนกัปเลย ไม่ใช่ปะเดี๋ยว เหตุนั้นล่ะให้ตั้งอกตั้งใจบำเพ็ญกุศล หลวงปู่เนี่ยมรณภาพ มรณภาพ มรณภาพ มรณภาพไปแล้ว อันนี้เป็นเรื่องของหลวงปู่ ตัวใครตัวมัน หลวงปู่ก็ไม่ให้เราตายไปด้วย ท่านตายผู้เดียว ใช่ไหม ตัวใครตัวมัน บุญกุศลก็ของใครของมัน ของเราอยากได้ก็ทำเอา รีบเร่ง เราก็ไปเอาสรีระของหลวงปู่มากำหนดพิจารณา แล้วก็น้อมเข้ามา ภายนอก อรูปภายนอก คนอื่น เราก็น้อมเข้ามาหาเรา หลวงปู่อายุ ๑๐๔ ปี

ขอบขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.naewna.com