วันพฤหัสบดี, 22 กุมภาพันธ์ 2567

หลวงพ่อสมเกียรติ ชิตมาโร วัดป่าถ้ำพระเทพนิมิต (ถ้ำตาลเลียน) อ.กุดจับ จ.อุดรธานี

ประวัติและปฏิปทา
หลวงพ่อสมเกียรติ ชิตมาโร

วัดป่าถ้ำพระเทพนิมิต (ถ้ำตาลเลียน)
อ.กุดจับ จ.อุดรธานี

หลวงพ่อสมเกียรติ ชิตมาโร วัดป่าถ้ำพระเทพนิมิต ต.ตาลเลียน อ.กุดจับ จ.อุดรธานี

หลวงพ่อสมเกียรติ ชิตมาโร ท่านถือกำเนิดเมื่อวันอังคารที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๘ ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะแม ท่านเกิดในสกุล “จันทร์วงศ์” เป็นบุตรชายคนที่ ๔ ในจำนวนพี่น้อง ๕ คน ณ บ้านสร้างเสี่ยน ต.หนองบัวใต้ อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู (ตอนนั้นคือจังหวัด อุดรธานี) สมัยเมื่อเกิดเป็นทารกแรกคลอดมีสายรกพันคอและเฉวี่ยงบ่าคล้ายสายสะพายบาตรออกมาด้วย บิดาท่านจึงอุทานออกมาว่า ลูกคนนี้ต้องได้บวชเป็นพระแน่นอน เมื่อเติบใหญ่หลวงพ่อสมเกียรติ ได้เคยบอกเพื่อนๆว่า…ถ้าอายุครบ ๒๑ ถึงอายุเกณฑ์ทหารแล้ว ถ้าจับไม่โดนใบแดง ติดทหาร ท่านจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุ นี่เป็นสัจจะวาจาที่ท่านตั้งไว้เป็นคำสัตย์

หลังจากไม่ติดทหาร ท่านจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุฝ่ายธรรมยุติกนิกายเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๙ ณ พัทสีมาวัดจันท์ประสิทธิ์ บ้านสร้างเสี่ยน ต.หนองบัวใต้ อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู โดยมีหลวงปู่บุญมา สุชีโว วัดป่าสุขเกษม อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทองสูน สุธัมโม เป็นพระผู้สอนนาค และเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์จันทร์ลา เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “ชิตมาโร” แปลว่า “ผู้พิชิตมาร

ภายหลังอุปสมบท หลวงปู่หวัน จุลปัณฑิโต แห่งวัดถ้ำกลองเพล ได้ขอให้ พระอาจารย์สมเกียรติ ชิตมาโร ขึ้นไปจำพรรษาที่วัดป่าภูเก้า บ้านดอนหัน อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าภูเก้า อยู่ถึง ๓ พรรษา จากนั้นในพรรษาที่ ๔ ท่านได้ไปอยู่ที่วัดป่าประสิทธิสามัคคี (วัดของท่านพระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม) บ้านต้าย อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร
พรรษาที่ ๕ อยู่ที่วัดญาณสังวร อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
พรรษาที่ ๖ วัดป่าหมากแข้ง (วัดหลวงพ่อผจญ อสโม) อ.วังสะพุง จ.เลย
พรรษาที่ ๗ วัดป่าทรายทอง อ.แม่จัน จ.เชียงราย
พรรษาที่ ๘ กลับไปจำพรรษาอยู่ที่วัดจันทร์ประสิทธิที่ท่านอุปสมบท
พรรษาที่ ๙ วัดป่าสานตม ธรรมสถานของหลวงปู่ชอบ ฐานสโม อ.ภูเรือ จ.เลย
พรรษาที่ ๑๐-๑๑ วัดถ้ำพระเทพนิมิตบ้านทุ่งตาลเลียน อ.กุดจับ จ.อุดรธานี
พรรษาที่ ๑๒- ๑๓ ท่านปฏิปัติธรรมอยู่ที่ภูลังกากับหลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ ณ วัดถ้ำยานาโพธิ์ อ.บ้านแพง จ.นครพนม (จนองค์ท่านหลวงปู่บุญมี จะกล่าวกับญาติโยมที่คุ้นเคยว่าหลวงพ่อสมเกียรติ คือลูกชายองค์โตของท่าน)
พรรษาที่ ๑๔ ได้ติดตามหลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ มาอยู่จำพรรษาที่วัดป่าบ้านใหม่ ต.เมืองพาน อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี

จากนั้นจึงได้กลับมาอยู่ที่วัดถ้ำพระตาลเลียนแห่งนี้ ตั้งแต่พรรษาที่ ๑๕ จนถึงปัจจุบันนี้ พรรษาที่ ๔๕ รวม ๓๑ ปีแล้ว

หลวงพ่อสมเกียรติ ชิตมาโร วัดป่าถ้ำพระเทพนิมิต ต.ตาลเลียน อ.กุดจับ จ.อุดรธานี

สำหรับวัดป่าถ้ำพระเทพนิมิตนี้ แต่เดิมเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘ หลวงปู่ลี กุสลธโร , หลวงปู่คำผอง กุสลธโร และ หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร ได้เคยมาบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในบริเวณใกล้ๆละแวกนั้น คือบ้านตายเลียน เดิมทีที่บ้านตายเลียนนี้ เป็นป่าทึบ มีสัตว์ป่าอยู่ชุกชุมเช่น เสือ ช้างป่า หมี หมูป่า เป็นต้น และห่างไกลความเจริญ หากใครได้เป็นโรคมาเลเรียเข้าก็ต้องตายสถานเดียว ที่นี่จึงได้ชื่อว่า “บ้านตายเลียน” ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็น “บ้านทุ่งตาลเลียน” หลวงปู่จันทร์เรียน ท่านได้นิมิตว่า มีเทวดามาแนะนำให้ไปภาวนาปฏิบัติธรรมทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านตายเลียน มาอยู่ที่นี่ทำไม “วัดถ้ำเทพนิมิต” จึงนับว่าได้ชื่อนี้แต่นั้นมา

ปัจจุบันนี้องค์ท่านหลวงพ่อสมเกียรติ ชิตมาโร เป็นเจ้าอาวาส ท่านเคยเล่าว่า…สมัยนั้นที่ท่านได้มาอยู่ใหม่ๆ ที่นี่ผีดุมาก คงเป็นเพราะที่เป็นไข้ป่าตายกันแล้วหวงสมบัติ ไม่ไปไหน แต่ปัจจุบันนี้ครูบาอาจารย์อุทิศบุญกุศลให้ เขาจึงรับบุญไปกันเกือบหมดแล้ว…

หลวงพ่อสมเกียรติ ชิตมาโร วัดป่าถ้ำพระเทพนิมิต (ถ้ำตาลเลียน) อ.กุดจับ จ.อุดรธานี

โอวาทธรรมคำสอน หลวงพ่อสมเกียรติ ชิตมาโร วัดป่าถ้ำพระเทพนิมิต ต.ตาลเลียน อ.กุดจับ จ.อุดรธานี

พระอรหันต์บางองค์ท่านยืนนิพพาน บางท่านนั่งนิพพาน บางองค์เดินนิพพาน บางองค์นอนนิพพาน ทำไมท่านจึงทำผิดแปลกจากมนุษย์ทั่วๆไปในโลกนี้เล่า ก็เพราะความรู้ ความเห็น ความสัตย์ ความจริงที่มีอยู่ในใจของท่าน ไม่ได้เหมือนกับโลกทั่วๆไป ธรรมในใจนั้นเป็นสมบัติของท่านโดยเฉพาะไม่เกี่ยวกับโลก ท่านจึงไม่ทำเหมือนโลก และโลกก็ทำเหมือนท่านไม่ได้ การที่จะขัดแย้งท่านว่า ท่านทำไม่ได้ ท่านเป็นอย่างนั้นไม่ได้ จึงเป็นโมฆะทั้งสิ้น หาความจริงไม่ได้ เพราะผู้นั้นอยู่เหนือสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่เราคาดคะเนไม่ถึง จะให้ท่านมาเป็นอย่างตัวเองได้อย่างไร ท่านเป็นท่านเต็มตัว เราก็เป็นเราแบบนี้อย่างเต็มยศ (ของปุถุชนผู้ที่ชอบชนดะ) ทุกขเวทนาในขันธ์ ก็สักแต่ว่าสมมุติอันหนึ่งเท่านั้น เป็น รูปํ คือกองรูป นี่ก็เป็นสมมุติอันหนึ่ง เวทนา สุข ทุกข์ เฉยๆ เป็นอาการอันหนึ่งๆของขันธ์แต่ละอย่างๆ สิ่งเหล่านี้เป็นสมมุติทั้งมวล

แต่จิตของท่านหลุดพ้นแล้วจากสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ จิตจึงเหนือสิ่งเหล่านี้ ทุกข์ในร่างกายวาระสุดท้ายจะหนักมากขนาดไหน ก็ไม่สามารถทำใจของท่านให้กระทบกระเทือน ให้หวั่นไหวเอนเอียงไปได้ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงสามารถนิพพานตามอัธยาศัย ในท่าที่ถนัดในวาระสุดท้ายได้ตามความสะดวกสบาย โดยไม่มีเวทนาตัวใดที่จะเข้าไปเหยียบย่ำทำลายจิตใจของท่านได้เหมือนอย่างสามัญชนคนธรรมดา ด้วยเหตุนี้ท่านจึงนิพพานได้ในท่าต่างๆตามอัธยาศัยของท่าน ด้วยความเป็นอิสระเสรีภายในใจ เพราะเวทนาทางใจท่านไม่มี คำว่าเวทนานี้หมายถึงเวทนาภายในจิต เวทนาในร่างกายนั้นมี ท่านรับทราบแต่ไม่รับรู้ ไม่เข้าไปยึดไปถือเหมือนแต่ก่อน จะไม่รับทราบอย่างไรเล่า แม้แต่เรามีกิเลสอยู่ภายในจิตใจเรายังรู้ เจ็บปวดตรงไหนในร่างกายเราทราบ ทำไมท่านจะไม่ทราบ แต่ของเรากับของท่านมันต่างกัน ของเรารับทราบไปตามยถากรรมของคนที่มีกิเลสหนาปัญญาหยาบ รู้เห็นก็รู้เห็นแบบหยาบๆ แบบลวกๆแบบผิวเผิน ไม่ได้หยั่งทราบด้วยความรู้จริงเห็นจริงเหมือนพระขีณาสพ (หมายถึง ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว)
เราจึงต้องยึดต้องถือ เกิดความทุกข์ทรมานภายในจิตใจไม่มีประมาณ เวลาร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย ใจเลยกลายเป็นโรคกังวลโรควุ่นวาย โรคเสียอกเสียใจขึ้นมาด้วย แต่พระขีณาสพท่านไม่มี เพียงแต่รับทราบทุกขเวทนาที่เกิดขึ้นภายในขันธ์เท่านั้น ขันธ์ก็เป็นขันธ์ จิตเป็นจิต มันไม่ใช่อันเดียวกันสักหน่อย แล้วเวทนาจะไปแทรกจิตท่านได้อย่างไร เมื่อต่างอันต่างจริงแล้วไม่กระทบกัน ทุกขเวทนาแสดงตัวจะหนักจะเบาขนาดไหนก็อยู่ในวงขันธ์ห้านี้เท่านั้น ไม่สามารถไปแสดงตัวในวงจิตของท่านได้ นี่แหละ ระหว่างพระอรหันต์กับพวกเราต่างกันมากราวฟ้ากับดิน ถ้าเป็นโลกก็อยู่คนละโลก ถ้าเป็นฝั่งก็อยู่คนละฝั่ง แล้วจะมาคละเคล้ากันได้อย่างไร พระอรหันต์ท่านไม่มีเวทนาทางใจ เวทนามีอยู่เฉพาะภายในขันธ์นี้เท่านั้น ไม่มีภายในจิตของพระอรหันต์ เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านจะไม่นิพพานในท่าต่างๆได้อย่างไร ท่านต้องเป็นท่านโดยสมบูรณ์ตลอดไป ไม่มีสมมุติใดๆ อาจเอื้อมลบล้างความจริงของท่านได้ตลอดอนันตกาล ความจริงเป็นอย่างนี้

คำว่าเวทนานี่เป็นสมมุติ จะเป็นสุข จะเป็นทุกข์ เป็นอุเบกขาก็ตาม จะเกิดขึ้นภายในกายนี้เท่านั้น ไม่สามารถจะไปเกิดภายในจิตของพระอรหันต์ได้เลย เพราะจิตนั้นเป็น วิสุทธิจิต จิตเป็นวิสุทธิธรรม เป็นวิมุตติจิต ที่พ้นจากสมมุติแล้ว ท่านจึงไม่มีเวทนาใดๆที่จะให้จิตดวงนั้นเสวยอีก ตามหลักความจริงเวทนาทั้งปวงเป็นสมมุติ แต่จิตของท่านเป็นวิมุตติจิต จะเข้ากันได้อย่างไร ฉะนั้น จึงไม่มีเวทนาใดที่จะเข้าเหยียบย่ำทำลายจิตใจของท่านได้ นอกจากสุขในหลักธรรมชาติ ดังที่ท่านว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง สุขในนิพพาน หรือ สุขของท่านผู้บริสุทธิ์ จิตที่บริสุทธิ์นั้นไม่ใช่สุขเวทนา เป็นสุขของวิมุตติจิต จิตเสวยวิมุตในพระนิพพาน จิตเหนือสมมุตินี้ไปแล้ว สุขนั้นจึงไม่มีคำว่า อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา เข้าไปแทรกซึมภายในจิตดวงนั้นได้เลย นี่ผิดกับสุขของโลกที่มีกิเลสหนาเป็นไหนๆ สุขนั้นเป็นสุขในหลักธรรมชาติของความบริสุทธิ์ ไม่ไช่สุขที่เสกสรรปั้นยอขึ้นมา สุขแล้วดับ ดับแล้วเกิดอยู่อย่างนั้น นี่แหละจิตของพระอรหันต์ต่างกันอย่างนี้

เราควรทราบเอาไว้เสียตั้งแต่บัดนี้ ความจำกับความจริงมันต่างกันมาก เรานำความจำที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา ไปประพฤติปฏิบัติตามที่เราเข้าอกเข้าใจจากการศึกษามา กลายเป็นภาคปฏิบัติขึ้นมาแล้ว ผลคือปฏิเวธ ความรู้แจ้งเห็นจริง ย่อมรู้แจ้งเห็นจริงไปโดยลำดับ จนกระทั่งรู้แจ้งแทงทะลุฆ่ากิเลสน้อยใหญ่ตายหมดไม่เหลือ เป็นความจริงขึ้นมาเต็มภูมิภายในใจ เมื่อเป็นเช่นนั้นจะไม่ถามในสิ่งที่กล่าวมานี้ เช่น พระอรหันต์ท่านไม่มีเวทนาในจิตอย่างนี้ ธรรมจะปรากฏขึ้นในจิตของเราเสียเอง จิตของพระพุทธเจ้ากับจิตของเรานั้นไม่มีอะไรผิดแปลกกัน เมื่อเข้าถึงธรรมวิมุตหลุดพ้นเหมือนกันแล้ว ไม่มีอะไรสงสัยกัน ไม่มาคัดค้านไม่มาลบล้างกัน เพราะจริงเท่ากัน รู้แบบเดียวกันเห็นแบบเดียวกัน นี้แหละที่พระองค์ว่า ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเราตถาคต เห็นความจริงอันนี้ซึ่งเป็นเหมือนกัน ของเราฉันใดของท่านฉันนั้น นิพพานเที่ยงหรือไม่เที่ยง ดูจิตของเราก็รู้ นั่นเป็นชื่อต่างหาก คำว่านิพพาน เป็นชื่อของธรรมชาติที่เรารู้อยู่เวลานี้ ได้แก่จิตที่บริสุทธิ์นี้ คือตัวประธานแท้ ดูตัวประธานแล้ว รู้ตัวประธานแล้ว สงสัยเงาไปหาอะไรอีก นี้คือหลักความจริง ใครอยากเป็นเจ้าของตัวประธานคือใจก็ปฏิบัติเอา อย่าขี้เกียจ ความขี้เกียจคือตัวสังหารทำลายมรรคผลนิพพาน ความขยันหมั่นเพียรเป็นทางเดินเพื่อมรรคเพื่อผล ทำคนให้หลุดพ้นมามากต่อมากแล้ว ถ้าเราดำเนินตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้นี้ ศาสนธรรมหรือมัชฌิมาปฏิปทานี้ คือตลาดแห่งมรรคผลนิพพานของเราอย่างเต็มสัดเต็มส่วนนั่นเอง หาที่สงสัยไม่ได้เลย มีแต่ตรงแน่วต่อมรรคผลนิพพานเท่านั้น

การประพฤติปฏิบัติให้เล็งดูจิตตัวเอง อย่าดูที่อื่นเห็นที่อื่นยิ่งกว่าดูจิตดูใจตัวเอง กิเลสอยู่กับจิต ธรรมก็อยู่กับจิต แสดงออกมาที่จิตไม่ว่าดีว่าชั่ว ความโลภความโกรธความหลง ราคะตัณหาอุปาทาน คิดมากคิดน้อย คิดขึ้นที่จิต เกิดขึ้นที่จิต เผาลนที่จิต ไม่ได้เผาที่ไหน มัชฌิมาปฏิปทามีสติปัญญาเป็นสำคัญ ให้สอดส่องมองดูจิต พิจารณากาย พิจารณาจิตอยู่เนืองๆอย่าให้ขาดวรรคขาดตอน เอาใจใส่เหมือนแม่ดูแลเด็กเล็กๆที่ยังพึ่งตัวเองไม่ได้ จิตของเราก็เหมือนกัน ฉะนั้นจงอย่าเห็นสิ่งอื่นดีกว่าจิตกว่าใจตัวเองเลย ถ้าเราเห็นจิตเห็นใจเป็นของสำคัญไม่ปล่อยปละละเลยแล้ว สักวันหนึ่งธรรมะสมบัติ นิพพานสมบัติ ก็จะครองจิตครองใจของเราแน่นอน โดยไม่ยอมหนีห่างจากตัวเราเด็ดขาด..

หลวงพ่อสมเกียรติ ชิตมาโร วัดป่าถ้ำพระเทพนิมิต ต.ตาลเลียน อ.กุดจับ จ.อุดรธานี

ปัจจุบัน หลวงพ่อสมเกียรติ ชิตมาโร วัดป่าถ้ำพระเทพนิมิต (ถ้ำตาลเลียน) บ้านทุ่งตาลเลียน ต.ตาลเลียน อ.กุดจับ จ.อุดรธานี เจริญอายุวัฒนมงคลครบ ๖๕ ปี ๔๕ พรรษา (พ.ศ.๒๕๖๓)

เรื่องที่เกี่ยวข้อง