วันศุกร์, 17 กันยายน 2564

หลวงพ่อพระศรีอาริย์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ วัดมฤคทายวัน (ดงแขม)

ตำนาน ประวัติ
หลวงพ่อพระศรีอาริย์

วัดมฤคทายวัน (ดงแขม)
อ.สระใคร จ.หนองคาย

หลวงพ่อพระศรีอาริย์ วัดมฤคทายวัน (ดงแขม)
หลวงพ่อพระศรีอาริย์ วัดมฤคทายวัน (ดงแขม) อ.สระใคร จ.หนองคาย

๏ ประวัติหลวงพ่อพระศรีอาริย์

หลวงพ่อพระศรีอาริย์ เป็นพระพุทธรูปปางนาคปรก สมัยลพบุรี แกะสลักด้วยหินทรายดำ มีหน้าตักขนาดประมาณ ๑๔ นิ้ว มีความสูงประมาณ ๕๐ เซนติเมตร อาจสร้างขึ้นมีอายุใกล้เคียงกันกับการสร้างปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา และปราสาทหินพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ในสมัยขอม เพราะเป็นหินทรายในลักษณะเดียวกันโดยไม่ผิดแม้แต่น้อย

เมื่อประมาณ ๖๐๐ ปีที่ผ่านมา บริเวณวัดมฤคทายวัน (ดงแขม) เป็นป่าต้นแขมขึ้นหนาทึบ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาแน่น ทั้งสัตว์ป่านานาชนิดอยู่มากมาย ชาวบ้านเรียกบริเวณป่านี้ว่า “ดงแขม” ในกาลสมัยนั้น ได้มีทหารและชาวบ้าน นำเอาพระพุทธรูปขึ้นบรรทุกเกวียนหลายเล่มเกวียน เดินทางมาจากลพบุรี มุ่งหน้าไปเมืองหนองคาย เพื่อนำลงเรือล่องตามลำแม่น้ำโขง ไปถวายวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ครั้นเดินทางมาถึงป่าดงแขม เกวียนที่บรรทุกองค์หลวงพ่อพระศรีอาริย์มา เกิดหักเดินทางต่อไปไม่ได้ ทหารจึงเอาองค์หลวงพ่อพระศรีอาริย์ประดิษฐาน ไว้ ณ บริเวณนั้น และมอบหมายให้ชาวบ้านน้ำสวยดูแลรักษาไว้นับแต่นั้นมา ชาวบ้านจึงเรียกบริเวณนี้ว่า “ดงพระ” ดงพระก็กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ มีชาวบ้านที่เป็นนายพรานเข้ามาล่าสัตว์ยิงสัตว์ป่า ถ้าสัตว์ป่าเหล่านี้ หนีเข้ามาอาศัยอยู่ในดงพระนี้แล้วเขาจะไม่ตามเข้าไป เพราะเข้ามาแล้วจะหาสัตว์เหล่านั้นไม่เห็น หรือถ้าจะเห็นก็ยิงไม่ถูก บางรายยิงเกิดปืนแตกใส่ตนเอง บางครั้งปืนกลับยิงไปถูกพวกกันเองถึงแก่ชีวิตก็มี บางรายจับไข้หัวโกร๋นหรือเป็นบ้าไปก็มี ต้องจัดดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมาองค์หลวงพ่อพระศรีอาริย์จึงจะหาย ชาวบ้านจึงถือกันว่าบรรดาสัตว์เหล่านั้นอยู่ในความเมตตาคุ้มครองรักษาขององค์หลวงพ่อพระศรีอาริย์ ดังนั้น ในสมัยนั้นดงพระจึงมีป่าไม้หนาแน่น ไม่มีคนเข้าไปตัดไม้ทำลายป่า

บริเวณที่ดินของวัดป่าดงแขมดงพระนี้มีประมาณ ๕๐๐ ไร่ ด้านละ ๑ กิโลเมตรทั้ง ๔ ทิศ โดยเอาอุโบสถหลวงพ่อพระศรีอาริย์เป็นศูนย์กลาง ในสมัยนั้นถ้าผู้ใดกล้ำ (บุกรุก ล่วงล้ำเข้าไปในบริเวณที่หวงห้ามเพื่อยึดครองโดยบังอาจ หรือโดยพลการ…ผู้โพสต์) เอาที่ดินของวัดป่าดงแขมแล้ว จะมีอันเป็นไปต่างๆ นานา บางคนถึงกับตาบอด จึงทำให้ที่ดินได้เหลืออยู่มาจนถึงปัจจุบันนี้ วัดดงแขมมีทางเข้าถึงวัด ๓ ทางคือ ทางด้านบ้านโพนสวรรค์ ทางด้านบ้านหนองบัวเงิน และทางด้านถนนมิตรภาพ หลวงพ่อชาลี จิตตคุตโต วัดศรีบัวบาน บ้านบุกหวาน ตำบลค่ายบกหวาน ท่านได้นำพระสงฆ์สามเณรพร้อมด้วยชาวบ้าน มาทำความสะอาดรอบๆ บริเวณอุโบสถหลวงพ่อพระศรีอาริย์ พอเป็นทางแห่ดอกไม้ธูปเทียน เวียนรอบอุโบสถได้เท่านั้น และประกอบพิธีถวายเครื่องสักการะบูชากราบไหว้ ปิดทอง สรงน้ำหลวงพ่อพระศรีอาริย์ ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกๆ ปี มาแล้วหลายชั่วอายุคน

ครั้นต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๐ ท่านพระอาจารย์หนูจันทร์ อาทิจโจ ท่านเกิดอยู่บ้านโพนสวรรค์ ท่านไปบวชเป็นพระอยู่จังหวัดนครราชสีมา ได้ประมาณ ๑๐ พรรษา ถือธุดงค์เข้ามาอยู่จำพรรษาวัดป่าดงแขม จนกระทั่งมีโยมจากอุดรธานี หนองคาย มีความศรัทธาได้สร้างกุฏิถวายท่าน เป็นจำนวนหลายหลัง มีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษาถึง ๒๐-๓๐ รูป มีแม่ชีกว่า ๑๐ รูป จึงถือได้ว่า ท่านพระอาจารย์หนูจันทร์ อาทิจโจ เป็นพระผู้บุกเบิกวัดป่าดงแขมเป็นรูปแรก

เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๖ ท่านพระเดชพระคุณเจ้าคุณพระพิมลธรรม เจ้าอาวาสวัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ สังฆมนตรีว่าการองค์การปกครองในสมัยนั้น ได้นำใบตราตั้งเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย มามอบให้พระมหานวม เขมจารี ป.ธ.๖ มามอบให้เป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาจารย์ ประจำจังหวัดหนองคาย ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ขอกล่าวย้อนหลังถึงประวัติหลวงพ่อพระศรีอาริย์ ที่ถูกขโมยไปถึง ๓ ครั้ง

• ในครั้งที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ ถูกขโมยเอาหลวงพ่อพระศรีอาริย์ ไปจมน้ำไว้ในหนองน้ำแห่งหนึ่งในเมืองอุดรธานีข้างวัดโพธิสมพร เพื่อรอโอกาสเคลื่อนย้ายไปขายต่อ ในช่วงนั้นเกิดฝนตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันหลายวัน จนเกิดน้ำท่วมเมืองอุดรธานีในเดือนเมษายน ซึ่งมิใช่ฤดูกาลที่น้ำจะท่วม จึงมีคนหาหมอทรงดู ปรากฏว่าหมอทรงทายทักว่า มีขโมยนำเอาพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์มาจมน้ำไว้ในสระใหญ่ในเมืองอุดรธานี จึงได้ให้คนลงค้นหาดูในสระที่ใหญ่ๆ หลายแห่งในบริเวณนั้น ปรากฏว่า ได้ค้นพบองค์หลวงพ่อพระศรีอาริย์อยู่ในสระน้ำใหญ่แห่งนั้น จึงได้ทราบว่าเป็นพระพุทธรูปที่หายไปจากวัดดงแขม อำเภอเมืองหนองคาย จึงได้อัญเชิญกลับมาประดิษฐานที่วัดดงแขมอย่างเดิม

• ในครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ เดือนมิถุนายน เวลาประมาณ ๐๔.๐๐ น.เศษ องค์หลวงพ่อพระศรีอาริย์ได้ถูกขโมยไป และในเวลาเช้าของวันเดียวกันนั้น เวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น.เศษ เจ้าของที่นา ที่ติดอยู่กับถนนสายที่จะไปอำเภอบ้านผือได้ไถนาอยู่บริเวณนั้น เกิดปวดท้องถ่ายขึ้นจึงเข้าไปในป่าละเมาะปลายนา เมื่อถ่ายเสร็จแล้ว สังเกตเห็นรอยขุดหลุมฝังสิ่งใดสิ่งหนึ่งยังใหม่ๆ อยู่และมีคราบเลือดติดอยู่ที่บริเวณนั้นด้วย คงมีคนถูกฆ่าตายแล้วเอาศพมาฝังไว้ที่นาของตนก็เกิดความกลัวว่าจะมีความผิดไปด้วย จึงรีบไปแจ้งความกับผู้ใหญ่บ้านของตนทราบ และแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรอุดรธานี เจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งแล้วได้รีบรุดไปตรวจดูสถานที่เกิดเหตุทันที เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงมือขุดจึงรู้ว่าเป็นองค์พระพุทธรูป จึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองอุดรธานี ในวันต่อมาจึงทราบว่าเป็นพระพุทธรูปของวัดดงแขมคือหลวงพ่อพระศรีอาริย์ที่หายไป เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรอำเภอเมืองหนองคาย พร้อมด้วยกำนันผู้ใหญ่บ้านในเขตตำบลสระใครและชาวบ้าน ได้อัญเชิญกลับมา และเพื่อความปลอดภัยจึงได้อาราธนาองค์หลวงพ่อพระศรีอาริย์ประดิษฐานจำพรรษาที่สถานีตำรวจภูธร อำเภอเมืองหนองคายจนครบไตรมาส ๓ เดือน เมื่อออกพรรษาแล้วจึงได้อัญเชิญกลับมาประดิษฐานที่อุโบสถวัดดงแขมอย่างเดิม

• ในครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๑๒ เวลาประมาณ ๐๒.๐๐ น.เศษ หลวงพ่อพระศรีอาริย์ได้ถูกขโมยไปอีก โดยใช้เครื่องมือตัดกุญแจประตูหน้าพระอุโบสถ และตัดกุญแจประตูเหล็กชั้น ๒ แล้วตัดกุญแจชั้นที่ ๓ หน้าอุโมงค์อันเป็นที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อพระศรีอาริย์ ทางวัดมฤคทายวัน (ดงแขม) จึงได้ไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรอำเภอเมืองหนองคาย เจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยเฉพาะกิจโดยการนำของ ร.ต.อ.วิทยา สมรไกรสรกิจ ได้ติดตามสืบหาจนกระทั่งสืบรู้แน่ชัดแล้วว่าร้านรับซื้อวัตถุโบราณส่งออกไปขายต่างประเทศ ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ร้านนี้รับซื้อไว้จึงได้วางแผนและทำการจับกุมจนสำเร็จ นำตัวผู้ต้องหารับซื้อของโจรไปฝากขังที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองหนองคาย องค์หลวงพ่อพระศรีอาริย์ถูกขโมยไปครั้งนี้เป็นเวลานานถึง ๒๐ วัน จึงติดตามคืนมาได้ เพราะด้วย “บุญบารมีธรรมและความศักดิ์สิทธิ์ขององค์หลวงพ่อพระศรีอาริย์” จึงได้มีเทวาอารักษ์ให้ความคุ้มครองปกป้องรักษามาโดยตลอด

ดังนั้น พระเดชพระคุณท่านหลวงพ่อพระครูอภัยธรรมรักขิต (หลวงพ่อเชิดศักดิ์ โชติปาโล) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย จึงได้ดำเนินการสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ขึ้นแทนหลังเก่าซึ่งชำรุดทรุดโทรม ให้มีความมั่นคงแข็งแรงยิ่งขึ้นดังที่ได้เห็นอยู่ปัจจุบันนี้ อีกทั้งได้สร้างศาลาการเปรียญฯ ศาลาวิหารฯ ศาลาพิพิธภัณฑ์ฯ ตลอดจนกุฏิวิปัสสนากรรมฐานฯ และอื่นๆ อีกซึ่งกำลังดำเนินการก่อสร้างให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

ตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่สืบต่อกันมา วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกๆ ปี ชาวพี่น้องในท้องถิ่นและชาวหนองคาย ชาวอุดรธานี ตลอดจนที่อยู่ต่างจังหวัดที่ทราบและรู้ข่าว ต่างก็มานมัสการคารวะกราบไหว้ สรงน้ำ ปิดทององค์หลวงพ่อพระศรีอาริย์ สมาทานรักษาศีล ฟังธรรม และบริจาคทาน เพิ่มบุญเพิ่มกุศลแก่ตน เพื่อความเจริญรุ่งเรือง ความรุ่งโรจน์ ความปลอดภัย ความร่มเย็นเป็นสุขในชีวิตของตนและครอบครัวให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

ที่มา : ขอขอบคุณข้อมูลจากเพจ อาณาจักรศรีโคตรบูร