วันศุกร์, 22 ตุลาคม 2564

หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดป่าเกษรศีลคุณธรรมเจดีย์ (ภูผาแดง) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

ประวัติและปฏิปทา
หลวงปู่ลี กุสลธโร

วัดป่าเกษรศีลคุณธรรมเจดีย์ (ภูผาแดง)
อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี

หลวงปู่ลี กุสลธโร
หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดภูผาแดง

หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านได้อุปสมบทในวันประชุมเพลิงศพ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จากนั้นต่อมาท่านก็ได้ขอติดสอยห้อยตามองค์หลวงตามหาบัวตลอดมา แม้ว่าองค์หลวงตาจะออกเที่ยวธุดงค์ปลีกวิเวกไปทางไหน หรือจะดุจะว่าจะไม่ให้หนีไป อย่างไรก็ตาม หลวงปู่ลี ท่านก็อดทนและขอติดตามไปทุกหนทุกแห่ง ไม่เลิกไม่ลา ไม่ท้อถอย เพื่อหวังให้ท่านเมตตาช่วยอบรมสั่งสอนอุบายในการปฏิบัติธรรมต่างๆ จนในที่สุดองค์หลวงตาก็ยอมรับเป็นศิษย์นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๙๓ เป็นต้น มา หลวงปู่ลี เคยจําพรรษากับองค์หลวงตาที่บ้านห้วยทราย ที่จันทบุรีและวัดป่าบ้านตาด ท่านมีอุปนิสัยพูดแต่น้อยรักการอยู่ป่าตลอดมาไม่ติดสถานที่ แต่เมื่อท่านมีอายุมากเข้าประจวบกับพระเณร มาขอศึกษากับท่านมากขึ้นเรื่อยๆ ท่าน จึงยอมอยู่เป็นที่เป็นฐานแน่นอน

นายปุน ชาลีเชียงพิณ
นางโพธิ์ ชาลีเชียงพิณ

หลวงปู่ลี กุสลธโร ท่านเกิดเมื่อวันจันทร์ที่ ๑๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๖๕ ตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ํา เดือน ๑๐ ปีจอ ที่บ้านเก่า ตําบลบ้านเก่า อําเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นบุตรของนายอู๊ด ทองคํา ทองคํา ซึ่งมีอาชีพเป็นช่างตีทอง และนางโพธิ์ ชาลีเชียงพิณ ท่านมีพี่น้องรวมกัน ๔ ดังนี้

๑. นางวันดี เพิ่งลี ซาลีเชียงพิณ

๒. หลวงปู่มี ปมุตโต

๓. หลวงปู่ลี กุสลธโร

๔. นางบุญก่อง ศรีบุญเรือง (พี่น้องต่างบิดา)

ต่อมาโยมบิดาและโยมมารดาได้พาย้ายถิ่นฐานอพยพเดินทางมาตั้งรกรากลงหลักปักฐานใช้ชีวิตครอบครัวทํามาหากินอาชีพเกษตรกรรม ทํานา ทําไร่ อยู่ที่บ้านหนองบัวบาน ตําบลหนองบัวบาน อําเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ภายหลังโยมมารดาจึงได้แต่งงานกับ นายปุน ชาลีเชียงพิณ

ท่านเล่าชีวิตในวัยเด็กว่าสมัยเป็นเด็กพ่อแม่ก็พาทําบุญเหมือนกับชาวบ้านทั่วๆ ไป อายุได้ ๑๒ ปี เรียนจบชั้น ป.๓ พออายุ ๒๐ กว่าปีก็ได้แต่งงานกับนางสาวตี ภรรยาตั้งท้องแล้วคลอดลูกออกมาตาย ท่านได้เกิดความสลดใจเป็นยิ่งนัก ท่านเล่าว่า การแต่งงานก็มิได้แต่งกันด้วยความรัก แต่งงานกันตามประเพณีที่พ่อแม่บอกให้แต่งเท่านั้น ท่านเองไม่เคยมีคนที่รักและยังไม่เคยรักหญิงใดเลย ท่านอยู่กินกับภรรยาได้ ๒ ปี ๖ เดือน จึงขอออกบวช เพราะได้ฟังธรรมจากพระกรรมฐานที่เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์มั่น ที่เดินธุดงค์มาพักยังป่าแถบหมู่บ้านของท่านเก่งนักในการพิจารณาอสุภะกรรมฐาน พิจารณาเมื่อไหร่ก็ได้เรื่องได้ราวเมื่อนั้น เห็นผลเป็นที่ประจักษ์เป็นอุปนิสัยดั้งเดิมของท่าน

เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์

หลวงปู่ลี กุสลธโร
หลวงปู่ลี กุสลธโร ในวัยพรรษายังไม่มาก

ท่านได้บรรพชาอุปสมบท เมื่ออายุได้ ๒๙ ปี ในวันที่ ๓๐ เดือนมกราคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ เวลา ๑๖.๑๒ น. ที่วัดศรีโพนเมือง ตําบลในเมือง อําเภอเมือง จังหวัดสกลนคร พร้อมกับหลวงปู่บัวคํา มหาวีโร (อดีตเจ้าอาวาสวัดสัมมานุสรณ์ และเป็นลูกศิษย์รุ่นแรกของ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม) โดยมี

พระธรรมเจดีย์ (จูม พนธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์

พระอาจารย์อ่อน ญาณสิริ เป็นพระกรรมวาจาจารย์

พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เป็นพระอนุสาวนาจารย์

พระธรรมเจดีย์ (หลวงปู่จูม พนฺธุโล) วัดโพธิสมภรณ์
พระธรรมเจดีย์ (หลวงปู่จูม พนฺธุโล) วัดโพธิสมภรณ์
หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม
หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร

ได้ฉายานามว่า “กุสลธโร” แปลว่า “พระผู้ทรงไว้ซึ่งความฉลาด” รุ่นไปประเทศลาว ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ที่ หลวงปู่บุญพิน กตปุญโญ (ครั้นยังเป็นพระนวกะ) ได้สงสารปลาจึงเทเศษอาหารลงแม่น้ําโขง จนเกิดเหตุการณ์ตลิ่งทรายริมแม่น้ําสันสะเทือนและพังทลายลง เพราะพญานาคแผลงฤทธิ์ (หาอ่านได้จาก หนังสือประวัติพระคุณเจ้าหลวงปู่ชอบ หรือกราบเรียนถามได้จาก หลวงปู่บุญพิน วัดผาเทพนิมิต อําเภอนิคมน้ําอูน จังหวัดสกลนคร)

หลังจากงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่ใหญ่มั่น เสร็จแล้วองค์ท่านก็ได้มาอยู่ศึกษาและปฏิบัติธรรมที่สํานักของหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ที่บ้านหนองบัวบาน (ต่อมาบริเวณนี้ได้กลายเป็นวัดป่านิโครธาราม) ในขณะนั้นต่อมาองค์ท่านเอง ได้เป็นพระพี่เลี้ยงพระอาจารย์จันทร์เรียนคุณวโร และได้ร่วมออกเที่ยววิเวกด้วยกันหลายต่อหลายแห่ง และได้พบกันบ้างเมื่อมีโอกาสติดตามหลวงปู่ชอบ ฐานสโม เข้าป่าเพื่อบําเพ็ญสมณธรรม หลังจากนั้นองค์หลวงปู่ลีท่านก็ได้มาอยู่ที่ดอยน้ําจั่น บ้านห้วยไร่ ตําบลอูบมุง อําเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี

สมัยที่หลวงปู่ลี ไปอยู่เกิดเหตุการณ์ถูกรบกวนจากพวกนายหน้าตัดไม้ บุกรุกทําลายป่า เข้ามาก่อกวนความสงบ ท่านจึงได้วิเวกมาอยู่ที่ วัดป่าภูทอง บ้านภูดินอําเภอบ้านผือ จ.อุดรธานี (เดิมที่หลวงปู่มหาบุญมี สิริธโร มาสร้างไว้ก่อน ไปอยู่วัดป่าวังเลิง อําเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งปัจจุบันเจ้าอาวาส วัดป่าภูทอง คือ หลวงปู่คูณ สุเมโธ (ศิษย์หลวงปู่สิงห์ทอง ธัมมวโร, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร, หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) หลังจากนั้นองค์หลวงปู่ก็ได้ออกมาเที่ยววิเวก ไปแถบภูลังกาต่อ ที่นี่หลวงปู่บุญมี ปริปุณโณ (วัดป่าบ้านนาคูณ) เคยมาอยู่ก่อนแล้ว (คนละด้านกับวัดถ้ำยา ของหลวงปู่วัง ฐิติสาโร ศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)

ท่านเล่าว่า อดีตชาติท่านเกิดเป็นสุนัขรับใช้องค์หลวงตามาหลายภพชาติ แม้ในภพชาติที่เป็นสุนัขนั้น หลวงตาก็ได้เมตตาอบรมสั่งสอน ดัดนิสัยจนเป็นสุนัขที่มีนิสัยดี ไม่เกเร นอกจากนั้นท่านยังเคยเกิดเป็นช้าง ท่านระลึกชาติในภพที่เกิดเป็นช้างว่า ท่านเป็นช้างชื่อว่า คําต้น เจ้าของช้างชื่อพ่อส่วน เขามีลูกสาว ๒ คน ชื่ออีหวัน และอีพัน ถูกเขาใช้ลากซุงเสมอ ส่วนนายควาญช้างชื่อว่า บักคําต้น เหมือนกับชื่อของท่าน

ท่านระลึกย้อนในภพชาติหลังๆ ของท่านมักเกี่ยวข้องกับองค์หลวงตาเสมอ อดีตสะท้อนปัจจุบันเป็นที่อัศจรรย์เสมอในบุญบารมี ใครจะคาดคิดได้ว่า พระเถระผู้ทรงคุณธรรมอยู่ในป่าเขาลําเนาไพร ไม่ค่อยเทศนาว่าการต้อนรับแขกผู้มาเยือนเช่นท่านจะสามารถหาทองคําเพื่อเข้าโครงการช่วยชาติกับพ่อแม่ครูอาจารย์หลวงตามหาบัวได้ถึง ๕๐๐ กว่ากิโลกรัม คิดเป็นเงินนั้นเป็นจํานวน มหาศาลที่เดียว

หลวงปู่ลี กุสลธโร

พระธรรมเทศนา หลวงปู่ลี กุสลธโร

พิจารณากาย

บวชเหลือเวลาอีกสองวัน พรุ่งนี้วันที่ ๖ วันถัดไปวันที่ ๗ เตรียมเครื่อง บริขาร โกนผมใหม่เลยนะวันที่ ๗ เครื่องบริขารจัดเตรียมไว้ให้มันครบถ้วน นุ่ง ไปอย่างนี้ล่ะไม่ต้องหอบหิวอะไรไปมากมาย เครื่องบริขาร ๘ ก็เอาใส่ในบาตรแล้ว ก็สะพายสบงจีวรผ้าสังฆาฏิก็เอาพาดใส่บ่าเครื่องบริขารก็เอาใส่บาตรไปเท่านั้นละ ไปขอนิสัยพระอุปัชฌาย์ พอฉันจังหันเสร็จแล้วจะขอศีลก็ให้ขอศีลก็มีอยู่ นั่นล่ะจะให้เอามาใส่มือได้ยังไง ถ้าเราไม่ทําความผิดมันก็ถูกศีลอยู่แล้วนะ เราอย่ามาปฏิบัติงมงายไร้เหตุผลกันมาก พอทําผิดศีลมีแต่มาขอศีลใหม่มีแต่ขอๆ คนขอก็คือคนเกิด คนที่เขามีเขาไม่ขออะไรพิจารณาดู นี่ก็ใกล้จะเข้าพรรษาแล้วนะ อะไรที่เราเห็นว่ามันขัดข้องอยู่ก็พากันทํา กุฏิเมื่อเข้าพรรษาแล้วก็รัวตรงนั้นตรงนี้ ต้องช่วยกันดูแลนะมันเป็นกิจของฝ่ายเรานะ ถ้าทําอะไรก็มีแต่ความเกียจคร้าน ทําอะไรก็ไม่อยากทํา มันก็หมดเท่านั้นแหละ จะให้ญาติโยมจากที่ไหนมาทํา มันไกลหมู่บ้านมาก ก็พากันทําช่วยกันเท่านั้นแหละ มันก็ไม่หนักไม่หนาจนเกิน หน้าที่ของพระถ้าจะพาทํางานก็มีแต่จะหลบ ไปภูสังโฆมีแต่พระแต่เณรทํางาน โยมก็มีเท่านั้นแหละ พากันสร้างกุฏิมีแต่พระกับโยมทํา แต่นี่ถ้าว่าให้ไปภาวนาก็มีแต่จะนอน กินแล้วก็ไปนอนเลยทําอย่างนี้จะเห็นอรรถเห็นธรรมหรือ ไปก็ไปตามครูบาอาจารย์ท่านบอกเมื่อฉันจังหันแล้ว ท่านให้เจริญธาตุขันธ์ดูอาการ ๓๒ ตั้งแต่เกศาลงไปถึงพื้นเท้า ตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นมาถึงเกศา ให้พิจารณาธาตุประกอบธาตุ ให้พิจารณาอยู่ในอัตภาพร่างกายของเรานี่ล่ะ ถ้าเราไปพิจารณาที่อื่นมีแต่ ความอยากจะได้ มีแต่คาดว่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ สักหน่อยก็เสียจริตเป็น โรคประสาทเกิดขึ้นอีก มันไม่ใช่ทางนะ ทางมันเกิดขึ้นจากกายกับใจนี้แหละทาง ที่มันเป็น ตามปกติอย่างที่ครูบาอาจารย์ท่านฝึกมา ท่านหัดให้จิตสงบเสียก่อนให้ บริกรรมพุทโธให้อยู่ในพุทโธ ให้มันเห็นความอัศจรรย์ของความสงบในตัวเอง แต่ ขนาดเขาฝึกสัตว์เพื่อใช้เป็นพาหนะ เขาทําอย่างไรนํามาใส่แอกใส่ไถเข้าไป หรือ เขาจะตอนหำมัน พอตอนหำมันแล้วควายตัวนั้นมันเป็นอย่างไรความพยศของมัน มันก็เหมือนควายตัวเมีย ที่มันคะนองก็คะนองสิ่งนี้ เพราะจิตใจมันไม่ได้ทรมาน จิตใจของมันไม่ได้ฝึกหัดมันผิดกัน ถ้าจิตมันภาวนาเป็นมันจะรู้จักเลย การงาน มันก็รู้จักทําไมถึงจะไม่รู้จัก ความสงบของจิตมันก็รู้จัก ความขยันมันก็เกิดขึ้นเลย เอาซิขอให้เกิดขึ้นเถอะธรรมของพระพุทธเจ้า ความเพียรมันไม่เกียจไม่คร้านเลย มีแต่จะพ้นทุกข์ไหมหนอจะพ้นทุกข์ไหมหนอ เดินจงกรมนั่งสมาธิมันไม่กลัวตาย เลยสักนิดเดียว ขอให้เห็นเถอะความเกียจคร้านไม่มี มีแต่เร่งความเพียร จะไปพูดคุยกับหมู่พวกนี้กลัวเพราะมันทํางานทางใจอยู่ มีแต่หลบเข้าป่าขอให้เห็นเถอะ ธรรมของพระพุทธเจ้า แต่นี่อะไรมากันอยู่อย่างนั้นผมดูอยู่ที่นี่ ดูเวลาไหนก็เห็น เต็มอยู่ที่ศาลาจะไปประกอบความพากความเพียรไม่มีแล้ว กลางคืนขี้เกียจมาก

(แถวหน้า)
หลวงปู่ท่อน ญาณธโร (ละขันธ์แล้ว)
หลวงปู่ลี กุสลธโร (ละขันธ์แล้ว)
หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
(แถวหลัง)
หลวงปู่ขันตี ญาณวโร
หลวงปู่ทิวา อาภากโร

ฝึกสติให้อยู่กับจิต

อากาศมีแต่จะร้อนแล้วนะ ได้ขี่รถออกไปนั้น ปีนี้กลัวเขาจะไม่ได้ทํานากัน เป็นอย่างไรการภาวนาหมู่พวก ให้ตั้งใจภาวนานะ ผมว่ามันสนิทสนมคุ้นเคย กันมากเกินไป ยิ่งสนิทสนมคุ้นเคยกันมากก็ยิ่งหยอกกันเล่นกัน นี่แหละที่ทําให้ ไม่เป็น พอหยอกกันแล้วก็ไปคํานึงถึงแต่ความสนุกสนาน ไม่มีความคิดอย่างอื่น นะคิดไปแต่เรื่องอย่างนั้น จิตก็ไม่มีความสงบเกิดขึ้นได้มันก็เท่านั้นแหละ ต้องทําถึงขนาดให้ได้เห็นอานิสงส์ในความสงบ ต้องหาสิ่งที่จะมามัดมาผูกอยู่อย่างนั้น ต้องหาสิ่งที่จะมาแก้ไขอยู่อย่างนั้น นี่พระพุทธเจ้าท่านพาแก้ไขมาแล้วนะ ถ้าอยู่เฉยๆแล้วไม่เห็นอะไรนะ ถ้าไม่มีอุบายช่วยตัวเองคิดด้วยตัวเอง ตัวเรานะสอนตัวเรา จะให้แต่คนอื่นมาสอนก็เท่านั้นแหละ ถ้าเราไม่สอนตัวเราเองไม่ได้นะ ไม่ได้เลย เข้ามาบวชก็หวังสิ่งเดียว จะเอาพ้นทุกข์ให้ได้ ต้องแก้จิตใจตัวเองอยู่ อย่างนั้นอยู่คนเดียวสู้กันอยู่อย่างนั้น ถ้าจิตมันภาวนาดี ๆ แล้วมันไม่ไปสุงสิ่ง กับใครไม่ได้ไปหยอกไปเล่นกับใคร มันไม่ได้ชินชากับผู้ใดนะ เพียงแต่มันฝึกตัว เองอยู่อย่างนั้นเดี๋ยวก็เรื่องนั้นมาเรื่องนี้เข้ามาอยู่อย่างนั้น จิตนะเป็นผู้ทํา เรื่องกายนี้มันก็ธรรมดานั่นแหละ เหมือนท่อนไม้ท่อนฟื้นนั่นแหละ ถ้าจิตแท้ๆแล้วไม่รู้อะไรเลย มีแต่ตัวรู้เท่านั้นที่รู้ เวทนาก็ไม่มี เหมือนกันกับเรานอนหลับ วันนี้เรานอนหลับสนิทจนไม่รู้สึกตัว เวทนาไม่มีตอนเรานอนหลับ เพราะจิตมันวางจากกายแล้วนะ เพียงแต่ไม่มีสติเท่านั้นเอง แต่การภาวนานั้นมีสตินะขอให้อบรมให้จิตเป็นมหาสตินะ ฝึกจิตใจของเราให้อยู่อย่างนั้น ฝึกปัญญาให้มันมี ฝึกไปจักษุเกิดขึ้นก็มี ท่านฝึกกันอย่างนั้นนะ อย่างประวัติหลวงปู่ชอบ ท่านภาวนาจนเกิดปัญญาจักษุรู้ได้ถึงวาระจิตของผู้อื่น ตอนนั้นท่านภาวนาอยู่ที่บ้านโป่ง ท่านไปได้ความอัศจรรย์ที่นั่น แต่ท่านก็ไม่ได้สนใจ ถ้าหมู่พวกไม่ไปถามก็ไม่รู้เรื่องนะ ท่านมีเรื่องเล่าแปลกๆ เขาจึงเอ่ยถามนะ อย่างพ่อแม่ครูจารย์ถามปี พ.ศ.๒๕๑๔ พูดถึงคนอัดเทป ท่านจะเอามาประมวลใส่ประวัติหลวงปู่มั่น ตั้งแต่เวลา ๑ ทุ่ม จนถึงเวลาตี ๒ ท่านพูดเรื่องพม่าและท่านพูดภาษาพม่าได้ด้วยนะ พ่อแม่ครูจารย์ท่านเลยว่าพูดภาษาของเรานี่แหละ พวกเรามันไม่เห็นอะไรนะเพราะกิเลสมันเต็มหัวใจอยู่นะ เรื่องธรรมไม่เกิดขึ้นสักที มันไม่เกิดขึ้นเพราะคิดเรื่องไหนก็มี แต่กิเลสตัณหาไปหมด ทั้งความรักความชัง ธรรมอันเป็นขันติความอดทนไม่มี หิริโอตตัปปะความเกรงกลัวต่อบาปไม่มี แต่พระพุทธเจ้าท่านแยกแยะได้ เราต้องหาธรรมของพระพุทธเจ้าไปใส่ในใจเราดูซิเผื่อว่ามันจะแยกแยะได้ ถ้าแยกไม่ได้ก็เพราะเดินไม่ตรงตามทางเท่านั้นเอง เดินไม่ตามทางที่ท่านกําหนดไว้มันก็ไม่ ถูกต้องนะ ต้องฝึกตัวเองนั่งก็ฝึกนอนก็ฝึก เหมือนที่หลวงปู่ฝั้นท่านว่า นั่งก็วัด นอนก็วัด วัดใจของเราดูเท่านั้นล่ะ ท่านสอนเข้าวัดเข้าวา แต่เราไปตัดเสื้อผ้าก็ยังต้องวัดขนาด ถ้าไม่วัดแล้วมันไม่ถูก ท่านสอนลึกถึงขนาดนั้น การอดอาหาร ให้สังเกตธาตุขันธ์ตัวเอง ให้สังเกตธาตุตัวเองเวลาเรากินมากเป็นอย่างไร ถ้าเรานอนมากร่างกายของเราเป็นอย่างไร เดินจงกรมมากเป็นอย่างไรให้สังเกตตัวเอง จับหลักไม่ได้นะถ้าไม่สังเกตสังกาตัวเอง มีแต่ปฏิบัติไปไม่สังเกตตัวเองไม่ได้เพราะ จับหลักอะไรไม่ได้ เรื่องทะเลาะกันอย่าเอาเข้ามายุ่งเกี่ยวในศาสนา ให้มีศีลธรรม เคารพกันและกัน ในพระวินัยมีระเบียบมี ไม่เอานะเรื่องพวกนี้นักปฏิบัติ ให้พากันเร่งความพากความเพียร ถ้าเราพาทํางานก็ว่าเสียเวลานะในความคิดเขา ถ้าเราให้ทํางานจริง ๆ งานมีมากไม่ต้องห่วงว่าจะไม่ได้ทํานะ ถ้าให้ทํางานส่วนรวมไม่ พอใจล่ะ ที่หาทํานั่นทํานี่กันก็เพื่อแก้ความรําคาญความเบื่อหน่าย ถ้าสมาธิไม่มี เป็นอย่างนั้นนะ ถ้ามีสมาธิแล้วไม่คิดนะเรื่องแบบนั้น ทํางานแล้วก็แล้วไป มีแต่ ปักหลักลงไปว่าจะพ้นทุกข์ใหมหนอจะพ้นทุกข์ไหมหนอเท่านั้น เร่งเข้าไปถ้ามัน คิดแบบนั้น ธรรมของพระพุทธเจ้าท่านจะเกิดขึ้นเองนะ แต่ขอให้อบรมจิตใจตัวเองให้ดี ๆ เท่านั้นล่ะ ธรรมของพระพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นเองเลย เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะ รู้ขึ้นมาเองเลย จะปรากฏครูบาอาจารย์ที่เราไม่เคยเห็นหน้า ท่านก็จะมาแสดง ธรรมให้ฟัง อย่างประวัติครูบาอาจารย์ท่านทํามา แต่นี่คลื่นจิตของเราไม่ตรง กันกับของท่านนะ เมื่อไม่ตรงกันแล้วจะสื่อสารกันได้อย่างไร เหมือนกันกับเทป เสียงเทปที่อยู่สถานีวิทยุที่เขาใช้เปิดกันทุกสถานี เพื่อส่งสัญญาณเสียงมายังผู้รับ ฟัง แต่เครื่องรับสัญญาณของเราไม่ดี จึงเปิดรับสัญญาณเสียงจากสถานีวิทยุเขาไม่ได้ เรื่องจิตใจก็เหมือนกัน มันแน่นหนาไปด้วย ความรักก็เต็มความซังก็เต็ม ความอิจฉาริษยาความโกรธความโลภความหลงก็เต็มหัวใจอยู่อย่างนั้น พัวพันกันอยู่อย่างนั้น ความกําหนัดรักใคร่เต็มอยู่อย่างนั้น ทําให้ธรรมของพระพุทธเจ้านั้น เข้าไม่ได้ อย่างขันติความอดทนก็ยังไม่เข้าถึงใจได้ ให้พากันตั้งใจ พอนะเลิกกันนี่ตัวอะไร นกเอี้ยงมาทําอะไรอยู่นี่ มันแปลกนะ เขามาควบคุมหรือเขามาฟังเทศน์ด้วย ตรงนี้ผมว่าจะให้เก็บไม้มาทําไม่ให้มันเข้ามาได้ มันพังตรงนี้นกมันเลย เข้ามาพวกนกเอี้ยง ตัวลายๆ นี้มันเข้ามาหานอนกับคน ไปนะเลิกกันเถอะ