วันพุธ, 24 เมษายน 2567

หลวงปู่ปั่น สมาหิโต วัดป่าศิริดำรงวนาราม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

ประวัติและปฏิปทา
หลวงปู่ปั่น สมาหิโต

วัดป่าศิริดำรงวนาราม
อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

หลวงปู่ปั่น สมาหิโต วัดป่าศิริดำรงวนาราม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

หลวงปั่น สมาหิโต นามเดิมชื่อ คำปั่น ผลจันทร์ เกิดเมื่อที่ ๒ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๙ ตรงกับวันศุกร์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๕ ปีขาล ณ บ้านต้นผึ้ง ตำบลไฮหย่อง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โยมบิดาที่ชื่อ นายพัน ผลจันทร์ และโยมมารดาชื่อ นางแปร ผลจันทร์

หลวงปู่ปั่น สมาหิโต ได้อุปสมบท เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๑ ณ พระอุโบสถวัดสันติสังฆาราม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร โดยมี พระครูสันตยาภิมณฑ์ (หลวงปู่บัวไข สนฺตจิตโต) เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านเป็นหลานของหลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง

พระครูสันตยาภิมณฑ์ (หลวงปู่บัวไข สนฺตจิตโต)
วัดป่าสันติสังฆาราม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

• พรรษาที่ ๑-๓ ท่านได้ไปปฏิบัติธรรมกับพระอาจารย์หนูแดง นาควโร วัดป่าบ้านนาเหมือง จังหวัดสกลนคร และต่อมาท่านได้ไปจำพรรษาที่ วัดถ้ำเสือใหญ่ บ้านกุดโง้งใหญ่ จ.มุกดาหาร
• พรรษาที่ ๔ ปฏิบัติธรรม ณ ภูลังกา จ.นครพนม
• พรรษาที่ ๕ ปฏิบัติธรรม ณ อ่าวลึก จ.ชลบุรี
• พรรษาที่ ๖ ปฏิบัติธรรม ณ ภูลังกา จ.นครพนม
• พรรษาที่ ๗ ณ วัดท่าสองคอน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร
• พรรษาที่ ๘ ณ วัดป่าบ้านถ่อนพัฒนา บ้านถ่อน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

ระหว่างที่ท่านจำพรรษาที่ วัดป่าบ้านถ่อนพัฒนา ท่านได้เดินทางไปฟังธรรมคำสั่งสอนของ หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ณ วัดถ้ำขาม อยู่บ่อยครั้งจนหลวงปู่เทสก์ ละสังขาร

หลวงปู่ปั่น ท่านได้ไปกราบนมัสการสนทนาธรรมกับหลวงปู่ผ่าน ปัญญาปทีโป วัดป่าปทีปปุญญารามอยู่บ่อยๆครั้ง หลวงปู่ปั่นท่านได้สนทนาธรรมกับหลวงปู่สรวง วรสุทโธ เจ้าอาวาสวัดถ้ำพรหมสวัสดิ์ ต.ช่องสาริกา อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี เมื่อครั้งหลวงปู่สรวง มาพักอยู่ที่ วัดป่าบ้านถ่อนพัฒนา หลายครั้ง และได้ไปกราบนมัสการหลวงตาบุญหนา ธมฺมทินฺโน วัดป่าโสตถิผล อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร อยู่บ่อยๆครั้ง

หลวงปู่ปั่น สมาหิโต วัดป่าศิริดำรงวนาราม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

ปัจจุบัน หลวงปู่ปั่น สมาหิโต ท่านจำพรรษาที่ วัดป่าศิริดำรงวนาราม ตำบลบะฮี อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เจริญอายุวัฒนะมงคลครบ ๙๔ ปี (๒ เมษายน​ พ.ศ.๒๕๖๓)

◎ โอวาทธรรม หลวงปู่ปั่น สมาหิโต วัดป่าศิริดำรงวนาราม จ.สกลนคร

“..นั่งภาวนานี้อย่าไปฆ่าร่างกาย
ต้องฆ่ากิเลส ถึงจะถูก
อย่านั่งเหมือนกบ นั่งเฝ้าคูบัว
ต้องใช้สติ ต้องใช้ปัญญา นำกิเลส
กิเลส ตัวสำคัญนะ กิเลส
ตัวน้อย ตัวใหญ่
กิเลส ก็คือ ความอยากนั่นแหละ กิเลส
อยากน้อย ก็ กิเลสน้อย
อยากมาก ก็ กิเลสมาก
คนที่อยากร่ำ อยากรวย
อยากเป็นนั่น อยากเป็นนี่
นั่นแหละ กิเลสใหญ่
ท่านให้วางเสีย วางกิเลส
ปล่อยวางไป ทีละเล็ก ทีละน้อย
มันก็หมดไป หมดไป หมดไป
ถ้าไม่ปล่อย ไม่วาง มันก็ไม่ได้
เพราะว่า คนเรามันทุกข์
ทุกข์ เพราะความอยาก นั่นแหละ..”

“..การให้ทานนี้มีหลายอย่าง
ทาน ให้คนธรรมดา ก็มีอานิสงส์อย่างหนึ่ง
ทาน ให้พระ ก็ได้อานิสงส์อย่างหนึ่ง
ถ้าหากว่าพระไม่บริสุทธิ์
อานิสงส์เราก็ไม่เต็ม
ทานให้พระพุทธเจ้า เต็ม
ผลนะ … เต็ม
อย่างไหนจะรู้ว่า พระบริสุทธิ์ ไม่บริสุทธิ์
เราก็ไม่รู้แหละ ก็ให้ทานไป
แต่อานิสงส์ไม่เต็ม
เหมือนอย่างเราเทน้ำใส่กระต่า กระบุงนี้แหละ
เทลงไป มันก็ไม่เต็มสักที
เพราะว่าตามันห่าง มันก็ไม่เต็ม
เหมือนเราตักน้ำใส่ตุ่ม
ถ้าตุ่มมันรั่ว มันก็ไม่เต็ม
ถ้าตุ่มไม่รั่ว มันก็เต็มเร็ว
เหมือนกันการทานนี้
ทาน ให้ผู้บริสุทธิ์มันได้อานิสงส์เยอะ
แต่เราไม่รู้ ไม่รู้ก็ทานไป
อย่าขี้เกียจเรื่องทานนี้
ก็เพราะว่าเราไม่รู้ มันก็ได้นิดๆ หน่อยๆ
ก็นิดๆ หน่อยๆ ก็ตาม
การทานนี้ มันไม่เสียผลดอก
ทานอันไหน ก็ได้อันนั้นแหละ
เรื่องการให้ทานนี้..”

ศาสนาพุทธ … อยู่ที่ไหน?
“..ศาสนา มันก็อยู่กับเฮานี่แหละ
ศาสนา มันก็ กว้างศอก ยาววา หนาคืบ
มันบ่อยู่ในวัดเด้ ศาสนา
อยู่ในตัวเฮานี่แหละ ศาสนา
ให้ปฏิบัติเอา
รักษาศีล ให้ทาน ภาวนา
มันก็มีเท่านั้นแหละ ศาสนาพุทธเฮา..”