วันอาทิตย์, 16 มิถุนายน 2567

หลวงปู่คูณ สิริจันโท มณีมุกดา พระอริยเจ้าผู้มีสิริดั่งจันทร์เพ็ญ

ประวัติและปฏิปทา
หลวงปู่คูณ สิริจันโท

วัดป่าทรงธรรม บ้านสามขัว
ต.ดงเย็น อ.เมือง จ.มุกดาหาร

หลวงปู่คูณ สิริจันโท วัดป่าทรงธรรม บ้านสามขัว ต.ดงเย็น อ.เมือง จ.มุกดาหาร
หลวงปู่คูณ สิริจันโท วัดป่าทรงธรรม บ้านสามขัว ต.ดงเย็น อ.เมือง จ.มุกดาหาร

◎ ชาติภูมิ
หลวงปู่คูณ สิริจนฺโท นามเดิมชื่อ คูณ ภูพวง เกิดเมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๔๗๕ ณ บ้านกอก อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี

◎ การบรรพชาอุปสมบทครั้งแรก
หลวงปู่เล่าว่า เริ่มออกบวชครั้งแรกเมื่อายุ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ที่วัดบ้านกอก อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ตัดสินใจบวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บิดามารดาในการบวชครั้งนี้ หลวงปู่ได้ลาสิกขาเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ.๒๕๐๓ รวมระยะเวลาการบวชครั้งนี้ ๗ พรรษา

◎ ชีวิตการครองเรือน
หลวงปู่คูณ สิริจนฺโท หลังจากลาสิกขาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๓ ได้แต่งงานกับนางกาบแก้ว มีบุตรธิดารวมกัน ๔ คน จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๒๘ จึงได้ลาครอบครัวออกจากบ้านเพื่อแสวงหาโมกข์ธรรม เมื่อวันที่ ๓ มกราคม พ.ศ.๒๕๒๘ รวมระยะเวลาการครองเรือนเป็นเวลา ๒๖ ปี

◎ คืนสู่เพศบรรพชิต
หลวงปู่คูณ สิริจนฺโท ได้อุปสมบทเมื่อวันที่ ๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๙ ที่วัดป่าบึงเขาหลวง อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี ขณะมีอายุ ๕๔ ปี การบวชคราวนี้ทำให้อาตมาเห็นว่า ครั้งก่อนได้มีการหลงผิดอยู่ คราวนี้การปฏิบัติ ได้ใช้วิธีการเดินสมาธิ และการเดินปัญญาไปพร้อมๆ กัน ทำให้สามารถรู้เท่าทันตามความเป็นจริง เพราะตัวปัญญาเป็นเครื่องประหารกิเลสมาร ดังนั้นสติและปัญญา จึงเป็นเครื่องตรัสรู้ของธรรมทั้งปวง

◎ สู่วัดป่าทรงธรรม
เมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๐ หลวงปู่ได้ธุดงค์มาจำพรรษาที่ป่าช้าบ้านสามขัว เป็นเวลา ๑ พรรษา แล้วได้ออกธุดงค์ไปที่ต่างๆ จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๕๓๔ จึงได้กลับมาจำพรรษาที่ป่าช้าบ้านสามขัวอีกครั้ง ได้สร้างที่พักสงฆ์วัดป่าทรงธรรมขึ้น โดยหลวงปู่ได้อยู่จำพรรษาที่แห่งนี้เป็นเวลาทั้งสิ้น ๑๘ ปี

◎ บันทึกสุดท้ายของหลวงปู่
เราจะพูดธรรมะให้รู้ว่า ถ้าหากว่าถึงเวลาเราตาย ไม่ต้องไปเปิดธรณีกรรแสงนะ เพราะจะทำให้คนฟังเศร้าสะเทือนใจ เกิดความห่วงใยคิดถึงทำให้ทุกข์เกิดขึ้น เราไม่ต้องการให้คนอื่นเป็นทุกข์กับเรา ทุกข์มันมีประจำตัวทุกๆ คนมากอยู่พอแล้ว ยังจะมาเก็บเอาทุกข์จากคนอื่นไปเพิ่มเข้าอีกทำไม

เรื่องของความตาย มันก็มีมาประจำตัวอยู่แล้ว ใครๆก็ต้องตายกันทั้งนั้น จะไปเสียใจกับซากศพของสกปรกเน่าเหม็นทำไม ให้ช่วยกันเอาไปเก็บไว้ให้มิดชิดเพื่อการเหม็น จะเป็นประโยชน์ดีกว่า เราไม่อยากให้ใครร้องไห้ให้เสียน้ำตากับของเน่าเหม็นไม่เป็นประโยชน์เลย

ให้เราทบทวนดูตัวของเราเองจะดีกว่า ว่าเราก็ต้องถึงความเป็นอย่างนี้เหมือนกัน ให้พวกเราใช้สติปัญญาพิจารณาดูตัวของเราเองว่า เราจะทำอย่างไร เราจึงจะหลุดพ้นจากความเป็นอย่างนี้ไปได้ เพราะความตายมันมีมาแต่เกิด ถ้าเราไม่เกิดเราก็ไม่ตาย (บันทึกฉบับนี้หลวงปู่คูณเขียนก่อนมรณภาพประมาณ ๑๐ วัน)

◎ มรณภาพ
เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๒ เวลาประมาณ ๐๕.๐๐ น. หลวงปู่คูณ สิริจันโท เกิดอาพาธกระทันหัน จึงนำหลวงปู่เข้าโรงพยาบาล ผลปรากฏว่าเส้นเลือดฝอยในสมองแตกทำให้มีเลือดคั่งในสมอง และได้ทำการรักษาผ่าตัด จนถึงวันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๒ เวลา ๑๘.๔๖ น.

หลวงปู่คูณ สิริจันโท จึงได้ละสังขารด้วยอาการสงบ รวมเวลาที่อยู่ในเพศบรรชิตทั้งสิ้น ๒๓ พรรษาและคณะศิษยานุศิษย์ได้ร่วมกันจัดพิธีประชุมเพลิงสรีระองค์หลวงปู่ขึ้นในวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๒ เวลา ๒๒.๐๐ น. ณ วัดป่าทรงธรรม บ้านสามขัว – ดอนสวรรค์ ต.ดงเย็น อ.เมือง จ.มุกดาหาร

หลวงปู่คูณ สิริจนฺโท แห่งวัดป่าทรงธรรม จังหวัดมุกดาหาร ท่านบอกเสมอว่าท่านเป็น “พระปัจเจกพุทธะ” จะให้เทศนายาวๆ สอนใครเเล้วเหมือนจะขาดใจ ท่านว่าท่านคงบำเพ็ญทานบารมีมาอย่างนี้ จะให้เทศน์ได้บ้างก็แค่สั้นๆ แต่แล้ววันหนึ่งลูกหลานกลัวว่าพระธรรมคำสอนที่หลวงปู่บรรลุจะสูญหาย จึงขอร้องให้ท่านเขียน ท่านก็เมตตา เราจึงได้ทราบพระธรรมที่ตกผลึกจากพระอริยะเจ้ารูปนี้ น่าสนใจมากครับ เข้าใจง่ายต่อคนธรรมดาอย่างเราๆ ถึงแม้เป็นคำพูดคำเขียนธรรมดา แต่เมื่อพิจจารณาดูเเล้ว จะเห็นว่าเป็นความจริงที่ออกมาจากการเรียนรู้ฝึกฝนพัฒนาตนของท่านจนรู้แจ้ง ลองดูตัวอย่างครับ..

“ความพ้นทุกข์ไม่ได้อยู่ที่อื่น มันอยู่ที่ใจเรา ใจเราสบายไม่ห่วงหน้าพะวงหลังก็หมดทุกข์ มันไม่ได้อยู่ที่การทรมานธาตุขันธ์ให้ลำบากดอก มันอยู่ที่ความเป็นธรรมชาติความพอดีสายกลาง ไม่ดีใจเสียใจ ใจนิ่งใจว่างจากอารมย์ภายในภายนอกเท่านั้นก็เป็นธรรมแล้ว ไม่มีทุกข์ มีความทุกข์ก็เพราะใจติดโลก ถ้าติดโลกเเล้วก็เกิดโลก ถ้าเกิดโลกแล้วก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ไม่มีสาระเเก่นสาร

สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกไม่มีคำว่าพอ เพราะโลกทำทุกอย่างไปตามตัณหา ความสำเร็จเสร็จสิ้นจึงมีไม่ได้เลย มีแต่ความอยาก อยากทำอยู่เรื่อยไปไม่มีจบสิ้น แต่ถ้าเราทำตามธรรมแล้วย่อมมีที่สิ้นสุด ทำไปถึงที่สุดเเล้วก็แล้วไป ไม่มีต่อไปอีก ไปสุดอยู่ที่ใจเป็นธรรม ใจเที่ยงตรงไม่ส่งจิตไปหน้ามาหลัง อยู่กลางๆมีสติพร้อมทั้งปัญญาสมบูรณ์อยู่ตลอด นี่เเหละคือธรรมชาติของธาตุรู้ ให้พยายามแก้เจ้าของ แก้ที่จิตที่ใจว่ามันไปติดข้องอยู่ที่ไหน ให้แก้ตรงนั้น มันติดลูกให้เอาลูกขึ้นมาพิจารณา มันติดผัวคาเมียก็ให้ยกผัวยกเมียขึ้นมาดู ให้มันรู้ให้มันเห็นตามความจริงของสิ่งนั้นๆ ถ้ามันข้องติดกับสิ่งของต่างๆ ก็ให้เอามาพิจารณาดูว่า ของที่เราติดเรายึดเราถือนั้นไม่ใช่ของๆเรา แต่เป็นของๆโลก ของมีไว้ประจำโลก จะยกเอาออกไปจากโลกนี้ไม่ได้ มีแต่จะเกิดทุกข์ เพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของของโลก เราเป็นเพียงแต่ผู้มาดูโลกเท่านั้น และเราเองก็ไม่มีตัวตน เป็นแต่เพียงผู้รู้อยู่เฉยๆ”

เจดีย์ หลวงปู่คูณ สิริจันโท วัดป่าทรงธรรม บ้านสามขัว ต.ดงเย็น อ.เมือง จ.มุกดาหาร
เจดีย์ หลวงปู่คูณ สิริจันโท วัดป่าทรงธรรม บ้านสามขัว ต.ดงเย็น อ.เมือง จ.มุกดาหาร
เจดีย์ หลวงปู่คูณ สิริจันโท วัดป่าทรงธรรม บ้านสามขัว ต.ดงเย็น อ.เมือง จ.มุกดาหาร
เจดีย์ หลวงปู่คูณ สิริจันโท วัดป่าทรงธรรม บ้านสามขัว ต.ดงเย็น อ.เมือง จ.มุกดาหาร
อัฐิธาตุ หลวงปู่คูณ สิริจันโท วัดป่าทรงธรรม บ้านสามขัว ต.ดงเย็น อ.เมือง จ.มุกดาหาร
อัฐิธาตุ หลวงปู่คูณ สิริจันโท วัดป่าทรงธรรม บ้านสามขัว ต.ดงเย็น อ.เมือง จ.มุกดาหาร

◎ โอวาทธรรมหลวงปู่คูณ สิริจันโท

“..ใจของเรามีหน้าที่เพียงแต่รู้ไว้เท่านั้น ไม่มีหน้าที่ที่จะเข้าไปยึดไปถือเอาสิ่งอื่นมาเป็นอารมณ์..”

“..ตายเพื่อชาติของอริยะ ตายเพื่อศาสนาของพุทธะ ตายเพื่อธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า..”

“..สุขที่แท้จริง คือว่างจากความมีความเป็นทั้งหมดไม่มีเหลือ เป็นความสุขที่ยั่งยืนอยู่ตลอดกาล..”

“..ความว่างของใจ

จุดจบที่แท้จริงคือความว่างของใจ
ใจจริงๆไม่มีอยู่กับสิ่งที่รู้

สิ่งที่รู้ทั้งหมดไม่มีอยู่ที่ใจ

ใจหรือว่าผู้รู้นั้นอยู่เหนือสิ่งที่รู้มาทั้งหมด
สิ่งที่รู้ทั้งหมดยังไม่ใช่ความว่างของใจ
นี้แหละคือความดับทุกข์สุดแค่นี้เอง
เรื่องของธรรมและใจ เมื่อเรียนรู้จบแล้วจะอยู่อย่างไร

ธรรมก็อยู่กับธรรม ใจก็อยู่กับรู้ เป็นไปตามปกติของใจ..”

“..ธรรมทั้งหลายรวมลงอยู่ที่สติ ที่แสดงให้ใจรู้คือธรรมทั้งหมด ใจมีหน้าที่รู้อย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับการแสดง..”

“..ได้รู้จักคำว่าดูธรรม รู้ธรรม เห็นธรรม เป็นธรรม อย่างถูกต้องตามธรรมจริงๆ แล้วจึงเห็นคุณค่าของธรรม ว่าเป็นของจริงอันประเสริฐ เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด เราจึงได้เคารพ พระธรรมเหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด..”

“..ความว่างเป็นปกติของใจ ที่ไม่มีกิเลส กิเลสทำให้ใจขุ่นมัว เพราะความเห็นผิด จิตไปติดอยู่กับสิ่งที่เราเห็น ขาดสติปัญญา ไม่ได้สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ปล่อยให้ออกไปตามสิ่งที่รู้..”