วันศุกร์, 19 เมษายน 2567

พระอาจารย์เสถียร สมาจาโร วัดวาชูคุ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

ประวัติและปฏิปทา
พระอาจารย์เสถียร สมาจาโร

วัดวาชูคุ
ต.ไล่โว้ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

พระอาจารย์เสถียร สมาจาโร
วัดวาชูคุ ต.ไล่โว้ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

ท่านพระอาจารย์เสถียร สมาจาโร มีนามเดิมว่า เสถียร ทองโคตร์ บิดาชื่อว่าพรหมา มารดาชื่อ ก้าน ท่านถือกำเนิดเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๐๐ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๘ คํ่า เดือน ๔ ปีระกา ณ ตำบลโนนสัง อำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี
ท่านมีพี่น้องรวม ๔ คน คือ
๑. ท่านอาจารย์เสถียร ทองโคตร์
๒. นายวิเชียร ทองโคตร์
๓. นางหนูเพียร ทองโคตร์
๔. นายบัวเรียน ทองโคตร์

โยมบิดามารดา ของท่านมีอาชีพทำนา ท่านเรียนจบชั้นประถมปีที่ ๔ จากนั้นครอบครัวของท่านได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ต่อมาเมื่อมีอายุครบบวช ท่านได้บรรพชาอุปสมบท ที่วัดป่าสำราญนิวาส ตำบลศาลา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๒๐ มีพระครูการุณยธรรมนิวาส (หลวงปู่หลวง กตปุญโญ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระคำมูล ชิตมาโร เป็นพระกรรมวาจาจารย์ (ปัจจุบันอยู่ที่วัดรัตนวนาราม จ.พะเยา เป็นเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย-พะเยา) ได้ฉายา สมาจาโร สังกัดธรรมยุตินิกาย

พระอาจารย์เสถียร สมาจาโร วัดวาชูคุ ต.ไล่โว้ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี

◎ ลำดับการจำพรรษา
พรรษาที่ ๑-๔ จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่ขาน ฐานวโร วัดป่าบ้านเหล่า อ.เวียงชัย จ.เชียงราย

พรรษาที่ ๕ จำพรรษาที่ บ้านอีก้อ อ.แม่สาย จ.เชียงราย

พรรษาที่ ๖-๗ ท่านได้กลับไปจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่ขาน ฐานวโร จ.เชียงราย

พรรษาที่ ๘ ท่านได้ธุดงค์และจำพรรษา อยู่ทางภาคอีสาน หลังออกพรรษาแล้ว พอดีช่วงนั้นมีงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ผาง จิตตคุตโต ท่านพระอาจารย์เสถียรก็ได้ไปช่วยงานท่านด้วยและได้พบกับท่านพระอาจารย์สาคร ธมฺมาวุโธ เป็นครั้งแรกในงานนี้ เมื่อเสร็จงานพระราชทานเพลิงศพหลางปู่ผางแล้ว ท่านจึงได้ธุดงค์เรื่อยมาจนถึงอำเภอทองผาภูมิ

พรรษาที่ ๙-๑๐ จำพรรษาอยู่ที่วัดเวฬุวัน ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ในช่วงออกพรรษาท่านได้ไปวิเวกตามป่า ตามเขาในเขตป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อาศัยบิณฑบาตจากชาวกะเหรี่ยงจนท่านสามารถพูดภาษากะเหรี่ยงได้อย่างชำนิชำนาญ

พรรษาที่ ๑๑-๑๖ จำพรรษาที่วัดวาชูคุ ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี วัดนี้เป็นวัดอยู่กลางป่า ชาวบ้านเป็นชาวกะเหรี่ยง ในช่วงที่ท่านมาจำพรรษาใหม่ๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่นับถือฤาษีไว้ผมยาวเกล้าเป็นมวยแล้วใช้ผ้าผูกทับไว้ ท่านอาจารย์ก็ได้แนะนำสั่งสอนให้ชาวบ้านยึดมั่นในพระรัตนตรัยนำเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่สักการะ จนชาวบ้านส่วนใหญ่หันมาปฏิบัติตาม บ้างก็ส่งลูกหลานมาบวชในบวรพุทธศาสนาหลายคนหรือเมื่อมีเรื่องทุกข์เรื่องร้อนประการใด ไม่ว่าเจ็บไข้ได้ป่วย ความเป็นอยู่ การทำมาหากิน ก็จะมาให้ท่านอาจารย์ช่วยสงเคราะห์ให้ซึ่งท่านอาจารย์ก็เมตตาช่วยสงเคราะห์ด้วยดีทุกรายการไป ประดุจดังพี่น้องร่วมสายโลหิตที่ต้องดูแลและเอื้ออาทรให้พ้นทุกข์พ้นยาก ดังนั้นชาวกะเหรี่ยงทั้งหมู่บ้านใกล้ไกล จึงให้ความเคารพยำเกรงและศรัทธาท่านมาก

เวลาท่านอาจารย์ไปทางหมู่บ้านไหน ท่านมักจะชักชวนชาวบ้านพัฒนาแหล่งนํ้าโดยให้ชาวบ้านช่วยกันขุดบ่อ ดังนั้นชาวบ้านจึงตั้งสมญาให้ท่านเป็นภาษากะเหรี่ยงว่า”ซองค่าที่กะเล่อ” ซึ่งหมายถึงพระบ่อนํ้า การเดินทางจากหมู่บ้านหนึ่งไปหมู่บ้านหนึ่งก็ต้องใช้วิธีเดินเท้า ใช้เวลาเป็นวันๆคืนๆ จึงจะถึงจุดหมาย เรื่องรถนั้นแทบไม่ต้องพูดถึง ยิ่งฤดูฝนด้วยแล้ว พาหนะที่ดีที่สุดในแถบที่ท่านอาจารย์จำพรรษาอยู่ ก็คือช้าง ในฤดูแล้งก็พอที่จะได้พบเห็นรถอยู่บ้าง แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคในการประพฤติปฏิบัติและพัฒนาชาวกะเหรี่ยง สำหรับพระอย่างท่านอาจารย์ ท่านยังคงปฏิบัติและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

แม้ใกล้วาระสุดท้ายที่ท่านอาพาธอย่างหนักด้วยโรคมะเร็งเวทนาจะกล้าสักเพียงใดก็ตามท่านยังคงปฏิบัติและพัฒนาอย่างปกติ โดยมิได้หวั่นไหวต่อธาตุขันธ์ที่ใกล้จะแตกดับเลย ท่านวางธาตุขันธ์โดยอาการสงบสุข ที่วัดวาชูคุ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๓๖ เวลา ๒๔.๐๐น. สิริรวมอายุ ๓๖ ปี พรรษา ๑๖

พระอาจารย์เสถียร สมาจาโร
พระอาจารย์เสถียร สมาจาโร

◎ ปฏิปทาและข้อวัตรปฏิบัติ
ท่านพระอาจารย์เสถียร สมาจาโร ท่านเป็นผู้ที่มีปฏิปทาเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญมาก เป็นพระที่หาได้ยากองค์หนึ่งในสมัยปัจจุบัน ครั้งหนึ่งท่านสนทนาธรรมกับสหธรรมมิกของท่าน เกี่ยวกับเรื่องทำความเพียร ท่านยกตัวอย่างการทำความเพียร เมื่อสมัยบวชใหม่ๆ จิตใจฟุ้งซ่าน รำคาญมาก ท่านจึงตัดสินใจให้หมู่เพื่อน มัดแขน มัดขา ไว้กลางป่าในท่านั่งสมาธิ ถึง ๓ วัน ๓ คืน ท่านเล่าว่าเวทนาเกิดขึ้นมาก ท่านจึงกำหนดความตายเป็นอารมณ์ จิตจึงวางเวทนา แม้แต่สังขารก็วาง เหลือแต่ความรู้ที่สว่างอยู่เฉยๆ ไม่รู้นานเท่าไร จิตจึงจะถอนออก เมื่อครบ ๓ วันแล้ว หมู่เพื่อนจึงมาแก้มัดออกแล้วจึงค่อยๆช่วยกันนวดตามแขนตามขา เมื่อยกมือที่วางซ้อนกันออกปรากฏว่า ตรงฝ่ามือและขาที่ซ้อนกันนั้นมีลักษณะเหมือนไฟไหม้ ตั้งแต่นั้นมา การทำความเพียรของท่านเมื่อจิตใจฟุ้งซ่าน ท่านมักจะไปหาที่อยู่องค์เดียวในถํ้าหรือป่าลึกๆและบำเพ็ญภาวนานานเป็นวันๆคืนๆไป

ท่านบอกว่า การทำความเพียร เมื่อจิตใจมีรากฐานดีแล้วการภาวนาเป็นวันๆคืนๆ มีแต่จะเพิ่มความชำนาญของสมาธิไปเรื่อยๆ การพิจารณาการของท่านๆมักจะใช้อิริยาบถเดิน บางครั้งท่านจะเดินไปตามป่าคนเดียวในตอนกลางคืนและจะกลับมาถึงศาลาก็ตอนใกล้สว่างเป็นประจำ

คราวหนึ่งกลางพรรษาที่วัดวาชูคุ ฝนตกหนัก ถนนหนทางถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง ทั้งตามลำห้วย นํ้าป่าก็พัดแรง ท่านอาจารย์อาพาธเป็นไข้อย่างหนัก หนาวสั่น ท่านจึงสั่งให้ชาวบ้านตัดลำไม้ไผ่มาผูกเป็นแพเล็ก ๆ แค่นั่งคนเดียวแพก็เกือบจะล่มแล้วนำไปลอยไว้ในหนองนํ้าใกล้ๆกับกุฏิที่พัก แล้วท่านจึงขึ้นไปนั่งบนแพ ปล่อยแพให้ลอยอยู่กลางหนองนํ้า นั่งภาวนาตากแดดตากฝน ลอยนํ้าอยู่ทั้งวันทั้งคืน จนอาการดีขึ้น ต่อเมื่อมีผู้ไปถามท่านว่า ทำไมต้องไปอยู่บนแพเล็ก ๆ เวลาเป็นไข้อย่างหนักด้วยท่านก็ว่า มันอยากเป็นไข้นี่ ถ้าควบคุมตัวเองไม่ได้ กระดุกกระดิกก็ให้แพล่มจมนํ้าไปเลย

โดยปกติแล้วท่านอาจารย์เสถียร ท่านชอบธุดงค์ไปยังที่ต่างๆ ที่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่เสมอทั้งทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ตะวันออก ตะวันตก บางคราวก็เลยไปยังประเทศพม่าด้วย

ท่านเล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่ดงลาน จ.เลย ท่านภาวนาแล้วบังเกิดนิมิตเป็นที่อัศจรรย์หลายเรื่องหลายราว ท่านก็ว่าเราก็รู้แล้วจะไม่หลงหรือ ดังนั้นท่านจึงเดินทางทางกลับไปกราบเรียนหลวงปู่ขาล หลวงปู่ท่านว่า ถ้ารู้แล้วมีสติจะหลงอะไร หรือเวลาท่านไปธุดงค์ทางพม่าท่านมักจะพักตามป่าช้า ท่านว่าป่าทางพม่าสวยดี มีต้นไม้ใหญ่ ร่มครึ้ม เหมือนป่าดึกดำบรรพ์ เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรภาวนาเป็นยิ่งนัก

คราวหนึ่ง ช่วงที่ท่านอยู่วาชูคุ ท่านบังเกิดความคิดถึงพ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ ที่เชียงรายเป็นอย่างยิ่ง ท่านจึงเดินทางจะกลับไปบ้าน พอถึงลำปางท่านเห็นชาวบ้านเขาฝึกช้าง แยกลูกแยกแม่จากกัน ท่านก็เลยพิจารณาปล่อยวาง แล้วก็เลยเดินทางกลับวาชูคุอีก ส่วนมากท่านอาจารย์จะพูดน้อยและถ่อมตน หรือบางทีมีญาติโยมถามธรรมะท่านๆก็จะตอบว่าไม่รู้สิ แต่เมื่อถูกรบเร้ามากๆท่านก็ว่า เรามันพระเล็กพระน้อยให้ไปถามครูบาอาจารย์ ซึ่งหมายถึง ท่านพระอาจารย์สาคร ธัมมาวุโธ

ส่วนเรื่องบริขารของท่านๆ จะไม่กระตือรือร้น ท่านมักจะใช้ของขาดๆเก่าๆ เพียงแต่ไม่ผิดพระธรรมวินัยเป็นอันใช้ได้ ยิ่งเรื่องอาหารการฉันของท่านอาจารย์ด้วยแล้ว เป็นไปอย่างเรียบง่ายตามฐานะความเป็นอยู่ศรัทธาของญาติโยม แม้แต่นํ้าพริกกะเหรี่ยงซึ่งขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความเผ็ด เค็ม ท่านก็ฉันได้อย่างเอร็ดอร่อย ท่านชอบชวนญาติโยมไปเที่ยววัดท่านที่วาชูคุ โดยบอกว่าไปกินชะอมต้มเกลือ แล้วท่านก็ยิ้มๆ

ท่านอาจารย์มักมีอารมณ์ดีและอารมณ์ขันอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งญาติโยมที่ทำอาหารถวายพระนอนตื่นสาย กลัวว่าจะทำอาหารถวายพระไม่ทัน ก็เลยกราบเรียนท่านอาจารย์ว่า ขอให้พระรอก่อน แต่ท่านไม่รอ ท่านบอกว่าท่านชื่อเสถียร ท่านไม่ใช่พระรอ…

หรือคราวหนึ่งโยมชาวกะเหรี่ยง ต้มยอดฟักทองมาถวายท่าน โดยต้มมาทั้งเถาเลย ท่านประมาณดูว่าขดได้ ๓ รอบบาตร ท่านรับประเคนแล้วไม่ว่าอะไร พอฉันเสร็จแล้วก็ออกไปหัวเราะกับสหธรรมมิกของท่านตรงที่ล้างบาตร โดยปกติลูกศิษย์ชาวกะเหรี่ยงของท่านอาจารย์ส่วนมากแล้วจะไม่ค่อยได้เข้ามาในเมืองบ่อยนัก เวลาท่านเดินทางไปกรุงเทพฯ ท่านมักจะพาเด็ก ๆ ชาวกะเหรี่ยงไปกับท่านด้วยเสมอ คราวละหลายสิบคน ญาติโยมมักจะถามว่า ไม่กลัวเด็ก ๆ พลัดหลงหรือ ท่านก็บอกว่าไม่กลัว เพราะเวลาจะข้ามถนนหรือเดินไปทางไหน ก็ให้เด็กๆจับมือกันไว้เป็นแถวกันหลง แล้วท่านก็หัวเราะ

จวบจนเมื่อท่านเริ่มอาพาธ เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๕๓๕ โดยมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง แต่ท่านอาจารย์ก็มิได้มาให้แพทย์ตรวจแต่ประการใด คงเป็นเพราะอยู่ในระหว่างพรรษาท่านจึงไม่ยอมเดินทางไปไหน ต่อเมื่อออกพรรษาแล้วท่านถึงยอมอยู่ในความดูแลของแพทย์ แพทย์ลงความเห็นว่าท่านเป็นโรคมะเร็งในต่อมนํ้าเหลือง ท่านพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลชั่วระยะเวลาหนึ่งก็ออกจากโรงพยาบาลมาพักที่วัดเวฬุวัน จากนั้นจึงเข้าไปอยู่วัดท่านที่วาชูคุ วัดที่มีความผูกพันกับท่านอาจารย์มาก

หลังจากที่ได้ประชุมเพลิงศพท่านแล้ว บรรดาญาติโยมได้พากันนำอัฐิธาตุส่วนหนึ่งของท่านอาจารย์กลับไปเชียงราย ตามคำปรารภของท่านอาจารย์ก่อนมรณภาพ และได้ไปกราบนมัสการหลวงปู่ขาล ซึ่งเป็นอาจารย์องค์แรกของท่านอาจารย์เสถียร ท่านได้เมตตาต่อบรรดาญาติโยมที่ไปกราบท่านในครั้งนั้นมาก พร้อมกับปรารภให้บรรดาญาติโยมฟังตอนหนึ่งว่า

“ท่านอาจารย์เสถียร เคยเกิดเป็นกะเหรี่ยงมาหลายภพหลายชาติ”

◎ ปกิณกะธรรม
อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังวาจา
เราจะกลัวอะไร เราพิจารณามาจนพอแล้ว
เราก็พูดเล่น พูดหัวไปอย่างนั้นแหละ ใครจะรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่
เธอไม่รู้หรือว่าใจเราวันหนึ่งๆมันเปลี่ยนไปตั้งกี่ครั้ง
ผู้ที่เดินทางอยู่ย่อมถึงจุดหมายไม่ช้าก็เร็ว
หนูตัวเล็กๆมันกินนํ้าในห้วย มันก็กินได้แค่พออิ่มท้องมันเท่านั้น
เวทนา เมื่อถึงที่สุดแล้ว จะเปรียบเสมือนพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน หลังจากนั้นมันก็จะค่อยๆลดลงไป

◎ งานทางด้านพัฒนาทางด้านวัตถุและบุคคล
ท่านอาจารย์เสถียร ได้ดำริและริเริ่มให้มีการพัฒนาเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของชาวไทยกะเหรี่ยงในเขตตำบลไล่โว่ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งงบประมาณทั้งหมดได้มาจากแรงศรัทธาจากบรรดาญาติโยมที่รวมพลังกัน ทั้งพลังกาย พลังใจ พลังทรัพย์และพลังความคิด ดังที่ท่านอาจารย์ได้ดำริวางแนวและปฏิบัตินำให้บรรดาญาติโยมปฏิบัติตามจนสำเร็จตามความมุ่งมาด ปรารถนาดังผลงานที่ได้แล้วเสร็จไปมีดังนี้

  • จัดสร้างระบบประปาภูเขาบ้านวาชูคุ
  • จัดสร้างระบบประปาภูเขาซาละวะ
  • จัดสร้างศาลาอเนกประสงค์บ้านวาชูคุ
  • จัดสร้างศาลาอเนกประสงค์บ้านซาละวะ
  • จัดให้มีการอบรมเยาวชนในเขตตำบลไล่โว่หลายครั้ง
  • จัดส่งชาวบ้านที่มีความรู้ภาษาไทย มารับการฝึกอบรมผู้สื่อข่าวสาธารณสุข ณ โรงพยาบาลทองผาภูมิ
  • นำเยาวชนไปทัศนศึกษา ณ กรุงเทพมหานคร
  • ริเริ่มให้มีการจัดสร้างโรงเรียนบ้านทิไร่ป้าให้ถูกต้องตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ
  • ริเริ่มให้มีการจัดสร้างสถานีอนามัยบ้านทิไร่ป้า ตามมาตรฐานและระเบียบของกระทรวงสาธารณสุข
  • แนะนำให้ชาวบ้านปลูกพืชผักโดยไม่ใช้สารเคมี สารพิษต่างๆ
เจดีย์ ท่านพระอาจารย์เสถียร สมาจาโร
เจดีย์ ท่านพระอาจารย์เสถียร สมาจาโร

◎ การสร้างเจดีย์พระอาจารย์เสถียร สมาจาโร
หลังจากพระอาจารย์เสถียร สมาจาโร ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๓๖แล้ว ทางคณะสงฆ์นำโดยพระอาจารย์สาคร ธัมมาวุโธและคณะศิษยานุศิษย์ ได้มีดำริร่วมใจกันในการจัดสร้างเจดีย์เพื่อเป็นอนุสรณ์อริยสงฆ์แห่งป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและเป็นสิ่งเคารพบูชาสำหรับพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปและโดยเฉพาะชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงในพื้นที่ซึ่งมีความผูกพันกับพระอาจารย์เป็นอย่างมาก จักได้เป็นขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิตที่ยึดมั่นในหลักคุณงามความดีมีศีลธรรม ตามหลักพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่อไป เฉกเช่นพระอาจารย์เสถียร สมาจาโร พระอริยสงฆ์ผู้ประกาศหลักสัจธรรมความจริงของชีวิตและดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างของเหล่ามนุษย์ทั้งหลายผู้ได้ชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐอย่างแท้จริง

สำหรับการก่อสร้างเจดีย์พระอาจารย์เสถียร สมาจาโรนั้น ได้สร้างทับบริเวณที่เป็นพื้นที่ในการประชุมเพลิงท่านพระอาจารย์ ณ วัดวาชูคุนั้นเองและฉลองสมโภชเจดีย์เมื่อวันศุกร์ ที่ ๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๓๗ หลังจากนั้นในทุกๆปี เมื่อถึงวันคล้ายวันมรณภาพของพระอาจารย์เสถียรแล้วทางคณะสงฆ์และเหล่าศิษยานุศิษย์ จึงได้จัดให้มีการน้อมรำลึกและสักการะเจดีย์ อันเป็นองค์แทนแห่ง พระอาจารย์ผู้ทรงศีลวิสุทธิ์ ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติชอบ ควรทักษิณาทาน ควรอัญชลีกรรม เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด เป็นนาบุญอันประเสริฐ อันยากจะหานาอื่นเทียบเทียม เป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

◎ ความตอนหนึ่งจาก พระธรรมเทศนา “เจดีย์บรรจุพระธาตุพระอรหันต์”
โดย หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๔๘
“องค์หนึ่งที่ไปมรณภาพอยู่เมืองกาญจน์ (ชื่ออาจารย์เสถียรครับ) เออ พระเสถียรที่อยู่ติดต่อกับพม่า เมืองกาญจน์นะ นี่ท่านสั่งไว้เลย เห็นไหมล่ะ ความแน่ใจของท่าน ก่อนที่ท่านจะตายท่านสั่งไว้เรียบร้อยเลย อัฐิของท่านจะเป็นพระธาตุแน่นอน บอกไว้เลย แล้วก็เป็นพระธาตุ แล้วเป็นพระธาตุมีแปลกๆ ไหม (เป็นครับ ใสเป็นกระจกเลยครับ) ก็อย่างนั้นแหละ เราสืบทราบและสืบเสาะมานี้ ท่านอยู่อุดรนะฟังว่า แล้วท่านไปยังไงๆ จึงไปอยู่ที่เมืองกาญจน์ (ธุดงค์ไปแหละครับ) แต่ครั้นรวมแล้วก็ไม่พ้นที่อยู่ของท่านมีแต่เทปเรา อย่างนั้นนะ เทปเราทั้งนั้น มีตั้งแต่เทปหม้อเล็กหม้อจิ๋ว อย่างนั้นละท่านปฏิบัติ ท่านสั่งเสียไว้เลยว่าเวลาท่านตาย สั่งเสียเกี่ยวกับร่างกายของท่าน เวลาท่านตายแล้วอัฐิของท่านจะเป็นพระธาตุ ดูว่าเป็นแก้วเป็นอะไรก็มี นี่องค์หนึ่ง”

◎ ความตอนหนึ่งจาก พระธรรมเทศนา “ครั้งพุทธกาลเรียกผู้สิ้นกิเลสเป็นพระอรหันต์”
โดย หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน เมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๒
“นั่นองค์หนึ่งพระภาวนา ชื่อเสถียร ท่านเป็นคนอุดรแล้วท่านไปภาวนาอยู่ทางเขตต่อพม่า เมืองไทย-พม่าเขตต่อ นี่สำคัญมากนะ ชื่อเสถียร บ้านเดิมท่านอยู่อุดร พาพ่อพาแม่ไปอยู่ทางนู้นมีที่สะดวกสบาย การทำมาหาเลี้ยงชีพก็สะดวก ทุกอย่างสงบสงัดทั้งด้านธรรม ทั้งด้านโลก ท่านเลยชวนพ่อแม่ท่านไป ท่านเข้าท่าอยู่นะ แล้วได้ประโยชน์ ทางนู้น ชื่อเสถียร นู่นอาจารย์ชา ท่านบุญมี ท่านอุทัย ท่านวันชัย หลวงพ่อตัน ท่านปัญญา นี่เพชรน้ำหนึ่งมีหลายองค์นะนี่ ท่านสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าเป็นสมัยครั้งพุทธกาลเป็นพระอรหันต์ ทุกวันนี่ เทวทัตมันขวางหูขวางใจ ว่าอรหันต์ไม่ได้ เทวทัต คือพระที่ท่านจะรู้กันต้องเป็นนักภาวนาด้วยกัน ได้สนทนากันในวงภายในๆ รู้กันแต่ว่าภายใน นอกนั้นไปท่านเหมือนไม่รู้ไม่ชี้ เพราะฉะนั้นวงกรรมฐานกันมองเห็นกันรู้กันทันทีๆ เพราะทราบจากใจ”