วันพุธ, 24 เมษายน 2567

พระอาจารย์เชาวรัตน์ กมฺมสุทฺโธ วัดท่าวังหิน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

ประวัติและปฏิปทา
พระอาจารย์เชาวรัตน์ กมฺมสุทฺโธ

วัดท่าวังหิน
อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

พระอาจารย์เชาวรัตน์ กมฺมสุทฺโธ
วัดท่าวังหิน บ้านสายร่องข่า ต.เชิงชุม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

พระอาจารย์เชาวรัตน์ กมฺมสุทฺโธ พระสายป่าผู้มีเมตตาธรรมสูง แห่งวัดท่าวังหิน จ.สกลนคร

พระอาจารย์เชาวรัตน์ กมฺมสุทฺโธ หรือ พระครูสุทธิธรรมสังวร เจ้าอาวาสวัดท่าวังหิน (ธ) บ้านสายร่องข่า ต.เชิงชุม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เป็นพระที่มีวัตรปฏิบัติเรียบง่ายแต่เคร่งครัดในพระธรรมวินัยคำสอนของพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายหลวงปู่มั่น และเป็นศิษย์หลวงปู่สิม มีวิธีสอนธรรมะแก่ลูกศิษย์ให้เข้าใจง่าย โดยอาศัยเหตุการณ์ยุคปัจจุบัน ปรับแต่งแฝงด้วยธรรมะเข้าไป ทำให้ลูกศิษย์ลูกหาที่ไปกราบไหว้เข้าใจในธรรมะที่ท่านสอนได้ง่าย

คนทั่วๆ ไปมักคิดว่าท่านช้า แต่ความจริงท่านเป็นพระที่ละเอียดลออ ท่านเป็นพระที่มีเมตตาเสมอกันทุกคน เป็นพระที่มีอุปนิสัยใจเย็น สุขุม พิจารณาไตร่ตรองรอบคอบก่อนที่จะตัดสินใจกระทำการใดๆ เป็นพระที่มุ่งมั่นตั้งใจทำความเจริญให้พุทธศาสนา เสียสละต่อหมู่คณะสงฆ์ ท่านไม่ถือตัว เกี่ยงเรื่องงานหนักเบา ลงมือช่วยทุกเรื่องที่ท่านเห็นควร แม้ว่างานนั้นๆ ท่านไม่จำเป็นต้องลงมือทำเอง สิ่งไหนที่ท่านไม่ทราบจะศึกษาและเข้าไปช่วยทำงานนั้นๆ เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่องานภายภาคหน้า

ด้วยปฏิภาณไหวพริบของพระอาจารย์เชาวรัตน์ วิธีการพูดของท่านทำให้คนที่มีปัญหาโทสะ ตั้งอยู่ในความสงบสำรวมได้ เวลาที่คนอยู่ใกล้ชิดจะมีความรู้สึกว่าท่านมีเมตตาเย็น ปลอดภัย ท่านพร้อมที่จะรับฟังปัญหาและหาทางชี้แนะ คลี่คลายทางออกให้ผู้ที่มาขอคำปรึกษาได้ดี

สำหรับฝีมือและผลงานของพระอาจารย์เชาวรัตน์ น่าสนใจและศึกษามาก คือ ระหว่างพรรษา ๑-๕ พระอาจารย์เชาวรัตน์ได้มาช่วยหลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร สร้างอุโบสถ ที่วัดสันติสังฆาราม บ้านบัว อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร และในครั้งนั้นหลวงปู่สิมได้เป็นประธานในการก่อสร้างฝายน้ำล้นเพื่อทดน้ำให้สูงขึ้นจะได้นำน้ำไปใช้ประโยชน์นานัปการได้หลายหมู่บ้าน

พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร) วัดถ้ำผาปล่อง

งานก่อสร้างฝายน้ำล้นเริ่มจากพระเณรและชาวบ้านทั้งชาย หญิง เด็ก คนชรา รวมกันประมาณ ๒๐๐ ชีวิต ช่วยกันขนหินจากป่าบ้านหนองลาด โดยพระจะช่วยกันงัดหิน และทุบหินก้อนใหญ่ให้แตกเป็นหินก้อนเล็กพอที่จะขนได้สะดวกขึ้น

ในการทำงานหนักที่ก่อประโยชน์อย่างยิ่งทั้งร่างกายและจิตของพระผู้ปฏิบัติงานขนหินทิ้งลงลำน้ำอูน ทำเหมืองฝายและสร้างสาธารณกุศลต่อชุมชนชาวบ้านที่เดือดร้อนขาดแคลนน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งในการดำรงชีพ และการประกอบอาชีพการเกษตรทั้งมีผลพลอยได้ทำให้สัตว์น้ำ ปูปลาชุกชุมบริเวณเหนือเหมืองฝาย ผลการทำเกษตรกรรมได้ผลดี ชาวบ้านกินดีอยู่ดี มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ทุกวันนี้ฝายน้ำล้นกั้นลำน้ำอูนนับว่าได้อำนวยประโยชน์แก่ชาวบ้านเกษตรกรในละแวกนั้นเป็นอย่างมาก โดยเป็นประโยชน์ต่อพื้นที่เพาะปลูกกว่า ๑,๐๐๐ ไร่ ทั้งต้นไม้ของสองฝั่งลำน้ำอูนก็เขียวขจีตลอดปี น้ำบ่อที่เคยขุดด้วยความยากลำบากก็ขุดง่ายขึ้น เนื่องจากความอิ่มตัวของน้ำโดยรอบบริเวณฝายน้ำล้นแห่งนี้

แม้พระอาจารย์เชาวรัตน์จะขึ้นชื่อว่าเป็นพระเกจิอาจารย์มีกิจนิมนต์ปลุกเสกวัตถุมงคลยาวเหยียด แต่งานที่ท่านทำเป็นประจำ คือ เป็นพระนักเทศน์ นักพูด และนักประชาสัมพันธ์ ดังจะเห็นได้ว่างานประชุมของคณะสงฆ์ กิจกรรมทางศาสนาท่านจะทำหน้าที่พระนักประชาสัมพันธ์ทุกๆ งาน

พระอาจารย์เชาวรัตน์ พูดไว้อย่างน่าคิดว่า “เมื่อคนเข้าวัดพระก็มีโอกาสเผยแผ่ธรรม เมื่อพระถือไมค์โอกาสที่จะเผยแผ่ธรรมมากขึ้นเป็นหลายเท่าตัว อาตมาจึงใช้โอกาสที่เป็นนักพูดและนักประชาสัมพันธ์เผยแผ่ธรรมไปพร้อมๆ กันเลย คำว่าพระเกจิอาจารย์จะอยู่ในพิธีปลุกเสกวัตถุมงคลเท่านั้น”

พระอาจารย์เชาวรัตน์ กมฺมสุทฺโธ วัดท่าวังหิน บ้านสายร่องข่า ต.เชิงชุม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

◎ ชาติภูมิ
พระอาจารย์เชาวรัตน์ กมฺมสุทฺโธ นามเดิมชื่อ “เชาวรัตน์ เสนสุข” เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๗ ณ ต.สว่าง อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร บิดาชื่อ นายทอน เสนสุข และมารดาชื่อ นางไค่ เสนสุข

◎ บรรพชาและอุปสมบท
เมื่ออายุ ๑๕ ปี วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๑๒ ท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดพระศรีมหาธาตุ กรุงเทพมหานคร โดยมี สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (หลวงปู่สนั่น จนฺทปชฺโชโต ป.ธ.๙) เป็นพระอุปัชฌาย์

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (หลวงปู่สนั่น จนฺทปชฺโชโต)
วัดนรนาถสุนทริการาม

เมื่อวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๑๘ ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในทางพระพุทธศาสนา ณ วัดป่าสุทธาวาส ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร โดยมี พระราชคุณาภรณ์ (ไพบูลย์ อภิวณฺโณ) วัดศรีโพนเมือง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์แว่น ธนปาโล วัดป่าสุทธาวาส เป็นพระกรรมวาจาจารย์

ระหว่างที่บวชพระอาจารย์เชาวรัตน์เคยไปอยู่ศึกษาธรรมกับครูหลายท่านหลายองค์ อาทิ หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร วัดสันติสังฆาราม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร , หลวงปู่แว่น ธนปาโล วัดถ้ำพระสบาย อ.แม่ทะ จ.ลำปาง , หลวงปู่หลวง กตปุญฺโญ วัดสำราญนิวาส อ.แม่ทะ จ.ลำปาง เป็นต้น

พ.ศ.๒๕๒๓ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระฐานุกรมของ พระเทพสุเมธี วัดศรีโพนเมือง
พ.ศ.๒๕๓๕ ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสันติสังฆาราม
พ.ศ.๒๕๔๑ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลพรรณานิคม เขต ๕ (ธรรมยุต)
พ.ศ.๒๕๔๔ ได้รับแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรที่ พระครูสุทธิธรรมสังวร

◎ พระต้องเป็นซูเปอร์แมน
พระอาจารย์เชาวรัตน์ ท่านเล่าว่า.. “เป็นพระต้องมีความรู้รอบด้าน ชนิดที่เรียกว่า พระต้องเป็นซูเปอร์แมน ช่วยแก้ปัญหาได้ทุกๆ เรื่อง เพราะทุกข์ของญาติโยมนั้นมีมากกว่า ๑๐๘ อย่าง คนรวยก็ทุกข์แบบคนรวย คนจนก็ทุกข์แบบคนจน พระเกี่ยวข้องกับคนตั้งแต่เกิดจนถึงวันตาย แม้กระทั่งตายแล้วยังต้องเกี่ยวกับพระ เมื่อญาติโยมมีทุกข์ต้องแก้ทุกข์ให้ถูกจุด ปัญหาครอบครัวเป็นปัญหายอดฮิต จากนั้นเป็นเรื่องความสำเร็จเรื่องการทำงาน ที่ยิ่งไปกว่านั่น คือ พวกที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียงใช่ว่าจะไร้ทุกข์มีแต่ความสุข ทุกข์ของคนเหล่านี้ คือ อยากรวยยิ่งขึ้นและมีชื่อเสียงที่เป็นอมตะ”

พระอาจารย์เชาวรัตน์ กมฺมสุทฺโธ วัดท่าวังหิน บ้านสายร่องข่า ต.เชิงชุม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร

ปัจจุบัน พระอาจารย์เชาวรัตน์ กมฺมสุทฺโธ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดท่าวังหิน (ธ) บ้านสายร่องข่า ต.เชิงชุม อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร อายุวัฒนมงคล ๖๖ ปี พรรษา (พ.ศ.๒๕๖๓)

◎ โอวาทธรรม พระอาจารย์เชาวรัตน์ กมฺมสุทฺโธ
“..เคยเห็นภารตีมีด ตีพร้าไหม เขาเผาหล็กให้ร้อนก่อนค่อยตีใช่ไหม เมื่อมันร้อนขนาดเหล็กกล้ายังสามารถเปลี่ยนสภาพกลายเป็นมีดพร้าได้เลย แต่ถ้าเหล็กมันเย็นอยู่ล่ะมันสามารถ ตีให้เป็นมีด พร้าได้ไหม ใจคนราก็เช่นกัน ถ้าเราใจเย็น จิตสงบไม่มีอะไรสามารถเปลี่ยนเราได้ ถ้าเวลาใจร้อน ๆ อย่าเพิ่งตัดสินใจ รอให้มันเย็นเสียก่อน..”

“..ใจเย็นจึงเป็นสุข ใจร้อนก็นอนทุกข์ ดีก็อยู่ที่ตัว ชั่วก็อยู่ที่ตัว จะมัวหาที่ไหนน้อ..”

“.. สอนเขา เขาไม่รู้ อย่าขู่เขา
ว่าโง่เง่า เงิมเงอะ เครอะหนักหนา
ตัวของเรา ซิน่า จะโกรธา
พูดวาจา ให้เขา ไม่เข้าใจ…”

หลักการอยู่รวมกัน
“..๑. เพียรทําความดี
๒.มีมารยาท
๓.ฉลาดคิด
๔.ทําผิดชอโทษ..”

“..แม้ว่าคนจะมีกรรมเป็นเครื่องกำหนด ถึงกรรมจะเป็นอย่างไรก็ตาม อนาคตและอดีตยังมาไม่ถึง ให้ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด เพราะปัจจุบันเมื่อทำนานๆ เข้าจะกลายเป็นอดีตที่ดี และสร้างอนาคตที่ดีไปในตัว อย่างที่ว่า อดีตก็ไม่ขมขื่นอนาคตก็จะสดใส..”

ที่มา :ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บ https://www.komchadluek.net