วันพฤหัสบดี, 29 กรกฎาคม 2564

ปาฏิหาริย์ พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม

ปาฏิหาริย์
พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม

วัดป่าสาลวัน
อ.เมือง จ.นครราชสีมา

พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม
พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม

พระญาณวิศิษฐ์ หรือพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ท่านนับเป็นพระคณาจารย์องค์แรก เป็นศิษย์เอกของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต องค์อรหันต์แห่งยุครัตนโกสินทร์ ผู้ซึ่งมรณภาพแล้ว อัฐิธาตุของท่านกลายเป็นพระธาตุไป และพระอาจารย์สิงห์ นับเป็นอาจารย์เพียงองค์เดียว ที่นํากองทัพธรรมออกเผยแพร่ไปจนทั่วทุกหนทุกแห่งของประเทศไทย

ในขณะที่ท่านอาจารย์สิงห์ นํากองทัพธรรมออกเผยแพร่ ไปปักกลดอยู่ ณ ศาลปู่ตา อําเภอมัญจะคีรี จังหวัดขอนแก่น ในสมัยนั้นชาวบ้านย่านนั้นต่างพากันนับถือภูติผีปีศาจ เมื่อท่านพาพระเณรไปยึดเอาศาลเจ้าแห่งนั้นเป็นที่พักผ่อนหลับนอน เพื่อบําเพ็ญเพียร แต่มนุษย์ใจบาปหยาบช้าพวกนี้ ก็หาละความพยายามที่จะขับไล่ไสส่งก็หาไม่ในมนุษย์ใจบาปพวกนี้ มีอยู่คนหนึ่ง ได้เลี้ยงช้างพรายไว้ ๒-๓ เชือก มีอยู่เชือกหนึ่งกําลังตกมัน พวกเขาจึงคบคิดกันปล่อยช้างพรายตกมันเชือกนั้น เพื่อจะให้ไปฆ่าท่านและคณะ

เมื่อช้างถูกปล่อยมันก็วิ่งเข้าใส่ท่านพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม และคณะทันที ส่วนท่านอาจารย์สิงห์เองท่านกลับไม่สะทกสะท้านต่อภัยที่จะมาถึง ท่านกลับนั่งสมาธิเฉยอยู่กับที่ แล้วแผ่เมตตาไปให้มัน เมื่อช้างวิ่งมาถึงตรงหน้าท่าน มันกลับยืนนิ่งกระพือหูไปมาสักครู่หนึ่ง แล้วก็หันหลังวิ่งกลับ ทะยานเข้าหาจอมปลวกบริเวณนั้น เอางาที่มแทงลงไปบนจอมปลวก ปรากฏว่างาช้างเชือกนั้นหักคาจอมปลวก มันร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด

แล้วก็ผละวิ่งหนีรี่เข้าใส่พวกชาวบ้านทั้งสามคน ที่ปล่อยมันไปเพื่อให้ฆ่าพระ ผลปรากฏว่าคนทั้งสามถูกช้างเชือกนั้นเหยียบเสียบี้แบนถึงแก่ความตายในคืนวันนั้น อันทําให้ชาวมัญจะคีรีในสมัยนั้นโจษขานกันมาก

ครั้นรุ่งเช้าขึ้นมา ปรากฏว่าชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน ต่างพากันหาผ้าขาว, ผ้าขาวม้า นํามาปูลาดกับพื้นจากบริเวณที่ท่านพระอาจารย์สิงห์ พักเรื่อยไปจนถึงหมู่บ้าน เพื่อ ให้ท่านได้เดินออกบิณฑบาตร โดยเขาเหล่านั้นต่างพากันนับถือ ในบุญญาธิการของท่าน นับตั้งแต่นั้นมาบุคคลเหล่านั้นก็พากันเลิกนับถือภูติผีปีศาจ หันเข้ามาเป็นพุทธมามะกะกันทั้งหมู่บ้าน บางคนถึงกับน่งขาวห่มขาว ถือศีลติดตามไปรับใช้ท่าน

เมื่อท่านอยู่บริเวณนั้นได้ไม่นาน ท่านก็ออกธุดงค์ต่อมาทางบ้านไผ่ เมืองพล มุ่งเข้าเขตโคราช ครั้นมาถึงเขตป่าท้องที่อําเภอจักราช ท่านก็พาหมู่คณะนักกลด หาวิเวกทําความเพียร เพื่อโปรดญาติโยมต่อไป ในที่แห่งนี้เอง ท่านก็ได้พบกับพวกมนุษย์ใจบาปหยาบช้าอีก คือ ในตอนเช้าวันหนึ่ง ท่านได้พาหมู่คณะออกบิณฑบาตรในหมู่บ้าน เมื่อกลับมายังที่พัก ก่อนฉันได้เรียกพระเณรทั้งหมดมาประชุมพร้อมกัน แล้วท่านก็ กล่าวให้ที่ประชุมทราบว่าในเช้านี้ให้ทุกท่านงดฉันอาหาร ที่บิณฑบาตรได้มาทั้งหมดเสีย เพราะอาหารที่ได้มานั้นล้วนแต่มียาพิษจากมนุษย์ใจบาปที่ใส่ให้ มาจนทั่วทุกองค์ทั้งนั้น

เมื่อท่านกล่าวจบก็ขอให้นําอาหาร นั้นๆ ไปเททิ้งเสีย ปรากฏว่าสุนัขที่กินเข้า ไปได้ดิ้นตายไปต่อหน้าสองสามตัว ท่านอาจารย์สิงห์จึงสั่งให้เก็บอาหารเหล่านั้นไปฝัง เสีย แล้วแผ่เมตตาไปให้สัตว์ที่เคราะห์ร้ายแทน พากันนั่งสมาธิอย่างหามรุ่งหามค่ํา โดยไม่คํานึงถึงความหิวโหย เพราะขาดอาหาร

เมื่อมนุษย์ใจบาปซึ่งเป็นอันธพาล หรือเสือร้ายของย่านนั้น เห็นว่าท่านอาจารย์สิงห์และคณะไม่มีใครได้รับอันตรายเลย มันเป็นเดือดเป็นแค้นมาก จึงได้แบกปืนออกมาจากหมู่บ้าน ตรงมาจะยิงท่านอาจารย์สิงห์และคณะ

ครั้นมาถึงก็เล็งปืนใส่และเหนี่ยวไกยิงทันที ปรากฏว่ายิงเท่าไรก็ยิงไม่ออก ทําเอามันเหงื่อกาฬแตก พลันทันใดก็ได้เกิดพายุมาอย่างแรง พัดเอาต้นไม้น้อยใหญ่ล้ม ระเนระนาด ฝ่ายมือปืนอันธพาลเกิด ความกลัว มันพยายามวิ่งหนีหัวซุกหัวซุน ทั้ง ๆ ที่ในตอนนั้นเป็นเวลากลางวัน หนีไปเท่าไรก็หนีไม่พ้น กลับเกิดมหัศจรรย์ มันพยายามวิ่งหนี คอเข้าไปขัดอยู่ในง่ามของต้นไม้ พยายามดิ้นเท่าไรก็ไม่หลุด ร้อนถึงผู้ใหญ่บ้านรู้เรื่องเข้า ได้นําเรื่องไปแจ้งนายอําเภอจักราช ในสมัยนั้น

เมื่อนายอําเภอรู้เรื่องเข้า จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตํารวจ ได้รุดมาจับเสือร้ายคนนั้น ปรากฏว่าต้องช่วยกันเลื่อยเอาต้นไม้ งัดคออยู่ออกจากคออันธพาลมือปืนกลัว ลานทีเดียว เมื่อจับตัวได้จึงนําไปหาท่าน อาจารย์สิงห์ ท่านก็ได้สอนธรรมะให้รู้ถึงบาปบุญคุณโทษต่างๆ แล้วก็ขอบิณฑบาตรชีวิตและไถ่ถอนโทษมือปืนคนนั้น ไว้จากนายอําเภอและตํารวจ เขาก็ถูกปล่อยตัวไปในที่สุด

แต่ก็กลับเป็นเรื่องประหลาด มหัศจรรย์มาก เพราะในตอนนั้นทั้งเป็นหน้าแล้ง ไม่มีเค้าฝน เมื่อมือปืนเดินพ้นไปจากชายป่าจะเข้าหมู่บ้าน ก็ถูกฟ้าผ่านอนตายทันที นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์มาก

เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป ทําให้ชาวบ้านต่างพากันกลัวเกรง ท่านอาจารย์สิงห์และคณะมาก ได้พากันไปฝากตัวเป็นศิษย์ ถือศีลปฏิบัตท่านทั้งหมู่บ้านดูราวกับว่า บริเวณป่าที่ท่านและคณะอยู่มีงานก็ไม่ปาน

จากนั้นท่านก็ธุดงค์เรื่อยมายังตัวเมืองนครราชสีมา มาปักกลดอยู่ด้านหน้า สถานีรถไฟ และทําการสร้างวัดป่าสาละวันขึ้น จนเจริญรุ่งเรืองตราบเท่าทุกวันนี้ ท่านอาจารย์สิงห์อยู่ที่แห่งใดได้ไม่นานนัก เมื่อผู้คนไปรบกวนท่านมาก ท่านก็พาหมู่ คณะออกธุดงค์เดินทางต่อไป คงทิ้งให้พรรคพวกอยู่สอนญาติโยมแห่งละองค์สอง องค์เท่านั้น

ท่านจึงได้ธุดงค์ข้ามดงพญาเย็นและ เขาใหญ่ไปทางน้ําตกสาริกา นครนายกในสมัยนั้นยังเป็นดงดิบ เต็มไปด้วยสิงห์สาราสัตว์น้อยใหญ่ ปรากฏว่าบริเวณที่ท่าน และคณะปักกลดอยู่ เป็นถ้ําของเสือแม่ลูกอ่อน และเสือโคร่งตัวผู้คร้ายมากสี่ห้าตัว ท่านอาศัยอยู่ในถ้ำกับมัน เมื่อออกจากถ้ำไปบิณฑบาตร ห่างหมู่บ้านราว ๆ ๖-๗ กิโลเมตร เมื่อกลับมายังถ้ำอาหารฉันเสร็จแล้ว เศษที่เหลือก็โยนให้เสือกิน บรรดา เสือเหล่านั้นมันเคารพ และกลัวเกรงท่านมาก เวลาท่านจะออกมาบิณฑบาตรในหมู่ บ้าน มันจะพากันเดินตามมาส่งท่านถึงชายป่ารอจนกระทั่งท่านกลับ มันจะคอย เดินตามเมื่อมันอยู่กับท่านบรรดาแม่เสือพ่อเสือเหล่านั้น จะไม่ทําอันตรายใครเลย เวลาท่านฉันข้าว มันจะพากันหมอบอยู่ใกล้ๆ ราวกับพวกสุนัขที่เลี้ยงไว้ก็ไม่ปาน

ท่านอยู่แถวสาริกาชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก็ธุดงค์ต่อไปทางปราจีนบุรี พากันไปปักกลดอยู่แถวป่ามะม่วง ชายเมืองปราจีนบุรี ซึ่งสถานที่ตรงนี้ในปัจจุบันได้กลายเป็นวัด ป่าทรงคุณ อันเป็นวัดถาวรไปแล้ว

เมื่อท่านมาอยู่ตรงนี้ใหม่ ๆ ก็ถูกนักเลงดีเอาปืนมายิงท่านอีก ทั้งนี้ก็เพื่อจะฆ่าท่านและคณะให้ตาย จะได้พ้นไปจากที่ตรงนั้นเสีย ปรากฏว่าขณะมือปืนยิงท่านนั้นยิ่ง เท่าไรก็ไม่ออก พลันทันใดเกิดพายุมาอย่างแรงต้นไม้ล้มระเนระนาด ทําให้มือปืนคน นั้นเกิดการหวาดกลัว ในอิทธิฤทธิ์ของท่าน มันพยายามวิ่งหนีก็หนีไม่พ้น วน เวียนหลงอยู่ในป่านั้นจวบกระทั่งรุ่งเช้า จึงหนีเข้าบ้านถูก ขณะที่มือปืนกําลังเดินขึ้น บ้าน (ท่านอาจารย์สิงห์และคณะก็พากันออกบิณฑบาตรไปยืนอยู่หน้าบ้านมือปืน พอดี ทําให้มือปืนตกใจกลัวท่านมาก จะก้าวขาเดินก็เดินไม่ออก ถึงกับทรุดตัวนั่ง ลง พนมมือปากก็ร้องบอกท่านว่า กลัวแล้ว ! กลัวแล้ว ! จะไม่คิดทําบาปอีก

ท่านอาจารย์สิงห์ จึงได้สั่งสอนให้รู้จักผิดชอบ และรับธรรมะทั้งหลายอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จนมือปืนใจอ่อนพาลูกเมียไปฝากตัวป็นศิษย์อุปฐาก ท่านจนบั้นปลายแห่งชีวิต เมื่อท่านอยู่ที่วัดป่ามะม่วงหรือวัดป่าทรงคุณนี้เอง ท่านทนรบเร้าจากลูกศิษย์ลูกหาไม่ไหว ท่านจึงได้สร้างผ้ายันต์กันภยันตรายออกแจกจ่ายแก่ลูก ศิษย์พร้อมกับเหรียญรูปเหมือนของท่าน ทําด้วยโลหะทองเหลือง

พร้อมกันนี้ก็ได้สร้างพระเครื่องทุ่งเศรษฐีเนื้อมันปู ออกแจกจ่ายแก่ศิษย์อีกพิมพ์หนึ่ง ปรากฏว่าของทั้งสามสิ่งของท่านนั้นขลังมาก มีเมตตามหานิยมสูง ปืนยิงไม่ออก แคล้วคลาดจากภัยภยันตรายต่าง ๆ ได้เป็นเยี่ยม เมื่อท่านมรณภาพลง ปรากฏว่าในปัจจุบันนี้ที่ธุดงค์สถานน้ําตกโกรกกระอาง อําเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก ได้นําพิมพ์ผ้ายันต์ของท่านและ เหรียญท่านมาสร้างขึ้นใหม่ พร้อมกับ เหรียญ ๓ พระอาจารย์ มีอาจารย์มั่น – อาจารย์เสาร์ – อาจารย์สิงห์ รวมอยู่ในเหรียญ เดียวกัน ปลุกเสกโดยพระคณะกัมมัฏฐาน ศิษย์ของท่านอาจารย์สิงห์ล้วน ๆ เหรียญ รุ่นนี้มีอิทธิปาฏิหารย์มาก