วันจันทร์, 17 พฤษภาคม 2564

ขุนพันธรักษ์ราชเดช ปราบจอมโจรขมังเวทย์เมืองพัทลุง

ขุนพันธรักษ์ราชเดช ปราบจอมโจร ขมังเวทย์ขเมืองพัทลุง

พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช (บุตร พันธรักษ์) 

ขณะนั้นที่พัทลุง ชื่อเสียงของ เสือกลับ คําทอง กําลังโด่งดังไปทั้งเมือง เสือกลับคนนี้ก็เป็นศิษย์เอกคนหนึ่ง ของสํานักเขาอ้อ ร่ําเรียนทางด้านไสยเวทไปพอสมควร ได้ผ่านพิธีกินว่านอาบว่านไปครบสูตร จึงหนังเหนียว และมีอิทธิฤทธิ์เหนือคณา ล่องหนหายตัวได้ ตํารวจจึงไม่ สามารถจับกุมตัวได้ เสือกลับคนนี้แหกคุกมาจากจังหวัดตรัง ยึดเอาพื้นที่ในจังหวัดพัทลุงเป็นรังซ่อนตัว ตํารวจในท้องที่ นั้นก็พยายามจับตัวให้ได้ แต่ก็จับกุมไม่ได้สักที การอยู่ รอดของเสือกลับจึงกลายเป็นหนามยอกอกตํารวจเรื่อยมา ในที่สุดถึง กับตั้งราคาค่านําจับไว้แพงที่สุดในประเทศไทย ในขณะนั้น คือ 600 บาท

เมื่อร้อยตํารวจตรีบุตร์ พันธรักษ์ ไปประจําอยู่ที่พัทลุง ก็มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะถอนหนามต้นนี้ออก จากอกของตํารวจเสียที จึงได้เริ่มออกตามล่าเสือกลับ หมาย จะพิชิตเสือกลับให้ได้

เมื่อตัดสินใจจะพิชิตเสือกลับให้ได้ ร้อยตํารวจตรี บุตร์ก็เริ่มมองหาบุคคลที่จะเอาเป็นเส้นสายในการสืบหาตัว และพอดีตอนนั้น เขาได้ยินกิตติศัพท์ในความห้าวหาญของ นักเลงเมืองพัทลุงคนหนึ่งชื่อ นายรุ่ง ซึ่งเป็นศิลปินพื้นเมือง ของปักษ์ใต้คือ เป็น มโนราห์ ชาวบ้านจึงเรียกชื่อแกติดปาก ว่า “มโนราห์รุ่ง” กระแสข่าวของมโนราห์รุ่งที่เล่าลือมาถึง หูร้อยตํารวจตรีบุตร์ พันธรักษ์ ก็มีว่า มโนราห์รุ่งคนนี้ตั้ง บ้านเรือนอยู่ในถิ่นเดียวกับถิ่นของเสือกลับ คือ บ้านเขาปู่ (อําเภอศรีบรรพต จังหวัดพัทลุง ในปัจจุบันนี้) มโนราห์รุ่ง คนนี้ก็มีความเก่งกล้าในทางไสยศาสตร์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า เสือกลับ และที่สําคัญไปกว่านั้น คือ ขณะนั้น มโนราห์รุ่ง กับเสื้อกลับ กําลังเบ่งบารมีทับกัน เพราะต่างคนต่างใหญ่ ในถิ่นนั้น เข้าทํานองที่ว่า เสือสองตัวอยู่ถ้ําเดียวกัน ไม่ได้

ทั้งคู่จึงมีเรื่องขัดแย้งกัน ถึงกับท้ายิงกันมาหลายครั้งแล้ว แต่เนื่องจากต่างมีวิชาดี จึงไม่สามารถจะเอาชนะกันได้ คงได้ แต่หมใส่กันอยู่เช่นนั้นเสมอ

ร้อยตํารวจตรีบุตร์ได้ข่าวว่า มโนราห์รุ่งกับเสือกลับ เคยท้ายิงกัน แต่มโนราห์รุ่งขอให้ออกไปยิงกันนอกบ้าน เพราะไม่ต้องการจะให้คนในบ้านโดนลูกหลง โดยยื่นข้อ เสนอไปว่า ตนจะไปสร้างกระท่อมเล็ก ๆ รออยู่ข้างล่าง อยากยิ่งเมื่อไหร่ก็ให้มายิงได้เลย ฝ่ายเสือกลับก็เช่นกัน บอก ว่าจะไปนอนรออยู่ที่แคร่ใกล้บ้าน มโนราห์รุ่งอยากยิงตนเมื่อ ไหร่ก็ไปยิงได้เลย แต่เมื่อฝ่ายมโนราห์รุ่งไป ก็หาตัวเสือกลับ ไม่พบ คงพบแต่ที่นอน เสือกลับมายิงมโนราห์รุ่งก็หาตัว ไม่พบเหมือนกัน เป็นที่ทราบกันว่า ต่างคนต่างเก่งในวิชา ล่องหนหายตัว และเพราะวิชานี้เอง ทําให้เสือกลับรอดจาก การจับกุมของตํารวจอยู่ได้

เมื่อได้ทราบกิตติศัพท์ของมโนราห์รุ่งเช่นนั้น ร้อย ตํารวจตรีบุตร์ก็เริ่มมองไปทางมโนราห์รุ่ง หมายจะเอาเป็น แนวร่วมในการพิชิตเสือกลับ และพอดีตอนนั้น ลูก

เขยมโนราห์รุ่งคนหนึ่งมาเป็นตํารวจเกณฑ์อยู่ (สมัยนั้นยังมี การเกณฑ์ตํารวจเหมือนกับการเกณฑ์ทหารในปัจจุบัน) คือ พลฯ ตํารวจทองมี ร้อยตํารวจตรีบุตร์จึงเรียกพลฯ ตํารวจ ทองมีมาสอบถามถึงกิตติศัพท์ของพ่อตาของเขา คือ มโนราห์รุ่ง

พลฯ ตํารวจทองมีก็เล่าให้ฟังว่า ข่าวที่ผู้หมวดได้ ยินนั้นเป็นความจริงทุกประการ พ่อตาของตนกําลังมีเรื่อง บาดหมางกับเสือกลับอยู่จริง ๆ

เมื่อได้ทราบอย่างนั้น ร้อยตํารวจตรีบุตร์ก็บอกให้ พลฯ ตํารวจทองมีพาไปพบกับมโนราห์รุ่งที่บ้านเขาปู่ เพื่อ จะปรึกษาและขอความร่วมมือในการปราบเสือกลับ โดยครั้ง นั้น ร้อยตํารวจตรีบุตร์ได้จัดกําลังไปประมาณ 8 คน ซึ่ง ในจํานวนนั้น มีพลฯ ตํารวจคู่ใจผู้หมวดหนุ่มควยคนหนึ่ง คือ พลฯ ตํารวจเผือก ด้วงชู ตํารวจเกณฑ์จากบ้านป่าพยอม อําเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ร้อยตํารวจตรีบุตร์เห็นว่า พลฯ ตํารวจเผือก ด้วงชู เป็นคนในถิ่นนั้น รู้จักพื้นที่นั้นดี จึงได้ขอตัวมาช่วย

พลฯ ตํารวจทองมีพาร้อยตํารวจตรีบุตร์และคณะไป หามโนราห์รุ่งที่บ้านเขาปู่ เมื่อไปถึงบ้านมโนราห์รุ่ง ก็ปรากฏ ว่า ไม่พบตัวมโนราห์รุ่งที่บ้าน เพราะตอนกลางวันโดยปกติ มโนราห์รุ่งจะไปหลบอยู่ในป่า (หลบเสือกลับ) ซึ่งก็เหมือน กับเสือกลับ ที่กลางวันมักจะไปหลบอยู่ในป่า (เพื่อหลบทั้ง ตํารวจและมโนราห์รุ่ง) แต่เมื่อไปถึงบ้าน พลฯ ตํารวจทอง มีบอกให้คนที่บ้านทราบจุดประสงค์ของตน คนที่บ้านจึงไป ตามมโนราห์รุ่งให้

เมื่อได้พบกับมโนราห์รุ่ง ร้อยตํารวจตรีบุตร์ก็แจ้งจุด ประสงค์การมาของตนให้ทราบ มโนราห์รุ่งก็ยินดี เพราะ ตนก็ต้องการจะล้มเสือกลับอยู่แล้ว มโนราห์รุ่งจึงรับปากจะ เป็นตัวตั้งตัวตีในการนําทางตามหาเสือกลับ ซึ่งยืนยันว่า หลบซ่อนตัวอยู่ในป่าย่านเขาปู่นั่นเอง

ขณะที่ ร.ต.ต.บุตร์และคณะกําลังตามหาตัวเสือกลับ อยู่ในป่าเขตเขาปู่ โดยการร่วมมือของมโนราห์รุ่งนั้น ตํารวจ จากท้องที่อื่น ๆ ใกล้เคียงนั้นก็ได้ยกกําลังไปตามหาตัว เสือกลับอีกหลายคณะ เพราะว่า ตํารวจจากหลายท้องที่ต้อง

การจะพิชิตเสือกลับให้ได้ ทั้งนี้เนื่องจากการพิชิตเสือกลับได้ นั้น นอกจากจะได้สร้างผลงานชิ้นโบแดงให้กับตนเองและ คณะแล้ว ยังมีรางวัลค่าหัวให้อีกหลายร้อย

แต่คณะของ ร.ต.ต.บุตร์ ไปบุกป่าฝ่าดงอยู่ในป่าย่าน เขาปู่ อันเป็นที่หลบซ่อนตัวของเสือกลับอยู่แรมเดือน ก็ยัง ไม่พบตัวเสือกลับเลย ทั้ง ๆ ที่รู้กันอยู่แก่ใจว่า เสือกลับ หลบซ่อนตัวอยู่ในละแวกนั้นแน่นอน แต่ก็หาตัวไม่เจอเลย ตอนนั้นเอง ร.ต.ต. บุตรยิ่งได้ประจักษ์ในความเข้มขลังของ ไสยเวทสํานักเขาอ้อ เขาทราบว่า ที่เสือกลับหลบซ่อนอยู่ ได้นั้น ก็เพราะอาศัยวิชากําบังตนที่ร่ําเรียนมาจากสํานักเขาอ้อ

คณะของ ร.ต.ต.บุตร์ และตํารวจคณะอื่น ๆ ยกกําลังออกมาตามล่าหาเสือกลับอยู่เป็นเวลาแรมเดือน ก็ต้อง คว้าน้ําเหลว ไม่สามารถจับกุมตัวเสือกลับได้ พอดีถึงช่วง สิ้นเดือน นายตํารวจคณะอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโรงพัก ระดับอําเภอ เป็นต้นว่า จากโรงพักอําเภอปากพะยูน โรง พักอําเภอควนขนุน จําเป็นต้องยกกําลังกลับ เพราะผู้บังคับ บัญชาในคณะนั้น ๆ มีหน้าที่จะต้องเดินทางไปเบิกเงินเดือน

จากจังหวัดมาจ่ายให้ลูกน้องที่โรงพักด้วย ตํารวจคณะอื่น ๆ จึงต้องล่าถอยกลับไป โดยระหว่างทาง แต่ละคณะพยายาม จับกุมผู้กระทําผิดในคดีอื่น ๆ แทน เพราะตํารวจสมัยนั้นถือ กันว่า ตํารวจเมื่อออกจากโรงพักมาปฏิบัติงานแล้ว ถ้าไม่มี ผลงานกลับไปเลย เป็นเรื่องน่าอับอายยิ่งนัก ด้วยเหตุนี้หากว่า ออกมาปฏิบัติหน้าที่แล้วคว้าน้ําเหลว จึงจําเป็นต้องหาทางจับ กุมผู้กระทําผิดในคดีอื่น ๆ ให้ได้สักคดี อาจจะเป็นคดีเล็ก น้อย เป็นต้นว่า พกพาอาวุธเถื่อน ปรุงสุราเถื่อน หรือเล่น การพนัน เพื่อจะเอาไปฝากผู้บังคับบัญชา เรียกกันว่า “ของฝากผู้บังคับบัญชา” (ความคิดเช่นนี้เองกระมังที่พัฒนา มาเป็นลัทธิจับแพะของตํารวจในปัจจุบัน)

ร.ต.ต. บุตร์ สังกัดสถานีตํารวจประจําจังหวัด จึงไม่ ต้องรับผิดชอบเรื่องเบิกเงินเดือนให้ผู้ใต้บังคับบัญชา แต่หลัง จากไปอดตาหลับขับตานอนอยู่ในป่าบนเขาปู่ เพื่อตามหา เสือกลับมาเป็นเวลาแรมเดือน ที่ประจักษ์ว่า ไม่สามารถจะ จับกุมเสือกลับได้แน่แล้ว คิดจะกลับโรงพัก เมื่อไม่มีผลงาน ไปฝากผู้บังคับบัญชากให้ละอายใจ จึงคิดว่า หากกลับไป

โดยที่ไม่มีผลงาน สู้อย่ากลับเสียเลยดีกว่า และเมื่อไม่ สามารถจับกุมเสือกลับได้แน่แล้ว ก็ควรจะไปจับกุมผู้ร้ายคดี อื่นต่อไป เพื่อจะเอาไปล้างอายแทน เมืองพัทลุงสมัยนั้นมี โจรผู้ร้ายให้จับกุมมากมาย ไม่ต่างอะไรกับปลาในคลอง (คํานี้ ขุนพันธ์ฯ เปรียบเอง)

เมื่อตัดสินใจแน่แล้วว่า จะไม่กลับโรงพัก โดยที่ไม่ มีผลงานไปฝากผู้บังคับบัญชา ร้อยตํารวจตรีบุตร์จึงได้จัดส่ง ผู้ใต้บังคับบัญชาจํานวนหนึ่งให้เดินทางกลับโรงพัก คงเหลือ ไว้แต่พลฯ ตํารวจคู่ใจ คือ พลฯ ตํารวจเผือก ด้วงชู