: หน้าแรก : เว็บบอร์ด : พระเกจิในอดีต : ข่าวฝากประกาศ :

 

 

ประวัติโดยย่อของหลวงปู่หริ อคฺคสิริ
วัดละหาร อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี

 

 

 

หลวงปู่หริ  อคฺคสิริ อายุ ๙๐ ปี มีนามเดิมว่า สิริ  มณีวัฒนา เกิดเดือนเม.ย. พศ. ๒๔๖๓ ปีวอก ที่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี  เมื่ออายุ ๑๗ ปีติดตามพระผู้ใหญ่มาอยู่วัดระฆังโฆสิตาราม จ.ธนบุรี และได้บรรพชาเป็นสามเณรโดยมีพระเทพสิทธินายก(หลวงปู่นาค) เป็นพระอุปัํชฌาย์ระหว่างนั้นได้เรียนกรรมฐานกับหลวงปู่นาคและหลวงปู่ขวัญ ซึ่งเป็นศิษย์สืบทอดพุทธาคมของสมเด็จพระพุฒาจารย์โต และเรียนนักธรรมควบคู่ไปด้วย พออายุ ๒๑ จึงย้ายกลับมา จ.สุพรรณบุรี ทำการอุปสมบท โดยมีพระเมธีธรรมสาร(หลวงพ่อไสว) วัดบ้านกร่าง  เจ้าคณะอำเภอศรีประจันต์  เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อบวชแล้วได้มีโอกาสพบกับหลวงพ่อแต้ม วัดพระลอย ที่มาปรุงศาลา หลวงปู่ฯจึงได้มีโอกาสช่วยงานจนหลวงพ่อแต้มเอ็นดูเป็นอย่างมาก จึงได้ถ่ายทอดวิชาเกราะเพชรที่ท่านเรียนจากหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค แก่หลวงปู่ฯจนหมดสิ้น  ต่อมาญาติที่อยู่อ.บางปลาม้าได้มานิมนต์ไปอยู่วัดขวางสอนปริยัติธรรม ที่วัดขวางนี่เองที่หลวงปู่หริได้ใกล้ชิดรับใช้และเรียนกรรมฐานและพระเวทย์วิทยาสายหลวงพ่อเนียม วัดน้อย กับหลวงพ่อโต เจ้าอาวาส เนื่องจากหลวงพ่อโตท่านเป็นศิษย์สายตรงของหลวงพ่อเนียมแถมยังได้เรียนกับหลวงพ่อครุฑ อดีตเจ้าอาวาสซึ่งเป็นสหธรรมิกกับหลวงพ่อเนียมเพราะวัดขวางกับวัดน้อยนั้นอยู่ติดกัน ระหว่างนั้นเองหลวงปู่หริได้ไปรับใช้และร่ำเรียนวิชากับหลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาวซึ่งก็เป็นศิษย์หลวงพ่อปาน วัดบางนมโคเหมือนหลวงพ่อแต้ม วัดพระลอยและยังมีโอกาสได้พบและขอความรู้จากหลวงพ่อครื้น วัดสังโฆ (ลูกศิษย์หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน) เจ้าของเครื่องรางตุ๊กแกดัง รวมเวลาที่หลวงปู่ฯศึกษาเล่าเรียนในสายหลวงปู่เนียมที่อ.บางปลาม้าเป็นเวลาถึง ๑๑ ปี  พอดีขณะนั้นทางวัดน้อย(วัดหลวงพ่อเนียม)เกิดปัญหาว่างเจ้าอาวาสลง ทางเจ้าคณะจังหวัดและศึกษาธิการอำเภอขอให้หลวงปู่ฯไปรับตำแหน่ง หลวงปู่ฯปฏิเสธไม่รับแต่ยอมรักษาการดูแลให้เป็นเวลา ๑ ปีเพื่อรอให้คณะสงฆ์คัดเลือกผู้เหมาะสมมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสต่อไป  พอครบ๑ปีแล้วหลวงปู่ฯก็เดินทางกลับมาอยู่ที่วัดบ้านกร่างอ.ศรีประจันต์บ้านเกิดของท่าน โดยปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อไสว พระอุปัชฌาย์ของท่านอยู่ระยะหนึ่ง  ระหว่างนั้นได้มีโอกาสพบเจอหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่เป็นประจำเพราะหลวงพ่อมุ่ยมักมีกิจนิมนต์ร่วมกับหลวงพ่อไสว จังหวะนี้เองที่หลวงปู่หริได้ขอเรียนวิชากับหลวงพ่อมุ่ย แต่หลวงพ่อมุ่ยไม่ยอมสอนแบบองค์อื่นๆ โดยบอกว่า “ท่านหริเก่งแล้ว เรียนมามากกกว่าฉันอีก ฉันไม่ต้องสอนแล้ว แค่ชี้แนะก็พอ” หลวงปู่หริจึงได้รับคำชี้แนะเคล็ดต่างๆจากหลวงพ่อมุ่ยมาหมดสิ้น อยู่ต่อมาไม่นานหลวงพ่อไสวก็ส่งหลวงปู่ฯไปเป็นเจ้าอาวาสวัดดงขี้เหล็ก แต่หลวงปู่ฯปฏิเสธอีกเหมือนเดิมรับเพียงจะไปรักษาการให้ วัดดงขี้เหล็กขณะนั้นไม่มีโบสถ์ ทำให้หลวงปู่ฯและพระลูกวัดฯต้องไปลงโบสถ์ทำวัตรสวดมนต์ที่วัดเกาะซึ่งมีหลวงพ่อปุย ศิษย์หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา เป็นเจ้าอาวาส (หลวงพ่ออิ่มเป็นศิษย์หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า)   การไปลงโบสถ์ที่วัดเกาะนี้เป็นประจำทำให้หลวงปู่ฯสนิทสนมและได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อปุยเป็นอย่างมากจนหลวงพ่อปุยถ่ายทอดวิชาให้ นอกจากนี้หลวงปู่ฯยังได้ศึกษากับหลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลย์ หลวงพ่อหรุ่น วัดเสาธงทอง และยังได้แลกเปลี่ยนกรรมฐาน พระเวทย์อาคมกับหลวงพ่อฮวด  วัดดอนโพธิ์ทอง และ หลวงพ่อจวน วัดไก่เตี้ย หลวงปู่เจริญ  วัดหนองนา ซึ่งเป็นสหธรรมิกรุ่นพี่อีกด้วย

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจึงสรุปได้ว่าหลวงปู่หริเป็นเกจิอาจารย์ในยุคปัจจุบันที่ร่ำเรียนมามากที่สุดองค์หนึ่ง โดยมีอาจารย์ทั้งที่เรียนและแลกเปลี่ยนวิชารวมทั้งแนะนำมามากถึง ๑๖ องค์หรือเรียกได้ว่ามีพระอาจารย์โสฬส คือ ๑.หลวงปู่ขวัญ วัดระฆังฯ   ๒.หลวงปู่นาค วัดระฆังฯ  ๓.หลวงพ่อโต วัดขวาง(ศิษย์หลวงพ่อเนียม วัดน้อย)  ๔.หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว  ๕.หลวงพ่อครื้น วัดสังโฆ(เจ้าตำรับตุ๊กแกดัง)  ๖.หลวงหรุ่น วัดเสาธงทอง  ๗.หลวงพ่อแต้ม  วัดพระลอย (ผู้สืบยันต์เกราะเพชรจากหลวงพ่อปาน)  ๘.หลวงพ่อไสว วัดบ้านกร่าง  ๙.หลวงพ่อปุย วัดเกาะ ๑๐.หลวงพ่อมุ่ย  วัดดอนไร่  ๑๑.หลวงพ่อถิร วัดป่าเลไลยก์ฯ  ๑๒.หลวงพ่อจวน วัดไก่เตี้ย  ๑๓.หลวงพ่อเจริญ วัดธัญญวารี  ๑๔.หลวงพ่อฮวด  วัดดอนโพธิ์ทอง  ๑๕.หลวงพ่อปลื้ม วัดสวนหงส์  ๑๖.หลวงพ่อเล็ก วัดลาดหอย

 

หนุมานเกราะเพชร

 

    หนุมาน เป็นลิงเผือกมีกายสีขาว  สวมกุณฑล มีขนเป็นเพชร มีเขี้ยวเป็นแก้ว และ หาวเป็นดาวเป็นเดือน มีฤทธิ์มาก สามารถแปลงกาย หายตัวได้ อยู่ยงคงกระพันชาตรี เป็นอมตะไม่มีวันตายเนื่องจากเป็นลูกของพระพาย กับนางสวาหะ  เมื่อมีอันตรายถึงตายแล้วเพียงแค่มีลมพัดมาหนุมานก็จะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ ด้วยอำนาจของพระพายผู้เป็นบิดา เมื่อพระลักษมณ์พลาดถูกหอกของกุมภกรรณเจ็บสาหัส หนุมานไปหยุดรถทรงของ พระอาทิตย์ (เพื่อแสงจะได้ไม่ส่องมาต้องกายพระลักษมณ์) จนไฟเผาไหม้ไปทั้งตัวเหลือเพียงขนเพชร พระอาทิตย์เห็นแล้วเมตตาสงสาร จึงชุบกายาหนุมานขึ้นมาใหม่
หนุมานเป็นตัวแทนของชายหนุ่มทั่วไป  รูปงามนิสัยเจ้าชู้ และ มีเมียมาก หนุมานทำการอะไรก็สำเร็จ  รบกับใครก็ชนะ  มีขนเป็นเพ็ชรเหมือนเกราะ ฆ่าไม่มีวันตาย  มีเมตตามหาเสน่ห์อยู่ในตัว  
ด้วยว่าหลวงปู่หริท่านเกิดปีวอกและมีความชื่นชอบในคุณวิเศษของหนุมาน ประกอบกับปีนี้เป็นปีขาลซึ่งเป็นปีเกิดของหนุมานและมีวันเสาร์๕ตัวผู้ มีเพชรฆาตฤกษ์ ราชาฤกษ์และมหัทธโนฤกษ์ เหมาะแก่การสร้างวัตถุมงคลให้เข้มขลังโดยเฉพาะในทางคงกระพัน คุ้มครองป้องกันภัย ก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และ เจริญในโชคลาภโภคทรัพย์ท่านจึงได้จัดสร้าง หนุมานเกราะเพชร จำนวน ๙๙๙ ตน เป็นวัตถุมงคลรุ่นแรก โดยนำผงธูปกรรมฐานและ ผงเกราะเพชรที่สืบสานมาบรรจุไว้และปลุกเสกบรรจุธาตุเรียกอาการ ๓๒ ด้วยมหามนต์เกราะเพ็ชรหนุมานและสรรพวิชาที่ได้ร่ำเรียนมา เพื่อให้เกิดผลตามคุณวิเศษของหนุมาน โดยเฉพาะผู้ที่รับราชการหรือเป็นลูกน้องเขา เพราะหนุมานนั้นเป็นทหารเอกที่โปรดปรานของพระรามจน ได้รับการเลื่อนยศตำแหน่งและให้ครองกรุงอโยธยาครึ่งหนึ่ง นอกจากนั้นยังช่วยคุ้มครองป้องกันสรรพอันตราย  ให้มีผู้อุปถัมภ์ค้ำชูและอำนวยโชคลาภโภคทรัพย์แด่ผู้ที่บูชา ตามฤกษ์และสรพวิชาที่ท่านตั้งใจปลุกเสก ( พร้อมกันนี้หลวงปู่หริท่านได้จัดสร้าง ตะกรุดเสาร์๕นะหน้าทอง ขึ้นด้วยจำนวน ๒,๐๐๐ ดอก สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ทางเสน่ห์เมตตามหานิยม) 

 

คาถาเสกเกราะเพชรหนุมาน

 

โอม เพชรเกราะโสภควา  ทั้งเจ็ดชั้นฟ้าสู่นาคพิภพ อิทธิฤทธิ์กูปราบสยบทั่วทั้งแผ่นดิน  ตัวกูดังองค์อัมรินทร์ผู้รามฤทธิไกร โอมพรหมาศ  โอมพายวาต โอมอัตวาต  ขนเพชรกูสะไว้ทั้งช่องฟ้ากามาพจร  โอมเพชรนารายณ์จักรวาล  ตัวกูชื่อหนุมาน  จักแผลงฤทธิจักร  โอมยักกะวัตตุ สวาหะ

 

คาถาปลุกกำลังหนุมาน

 

โอม กรวิ กรวิ เกราะเพชรหนุมานเจ้า เข้าแบกเอาภูเขาใหญ่ แรงเจ็ดช้างสาร โอม มะอะอุ อิกะวิติ จิปิเสคิ โอมเพชรชะคงคง หนุมานะ นะ สังสะตัง

 

 

ประวัติอาจารย์บางรูปของหลวงปู่หริ

 

หลวงพ่อแต้ม


หลวงพ่อแต้ม วัดพระลอย จากอริกลายเป็นเพื่อน หลวงพ่อปุย วัดเกาะ กับ หลวงพ่อแต้ม วัดพระลอย นี้ ในอดีตสมัยหนุ่ม ครั้นคราเป็นนักเลง เคยเป็นอริมาก่อน ต่างก็อยู่กันในคนละบาง ถิ่นใครถิ่นมันแต่หากหลวงพ่อปุยจะไปถิ่นในอำเภอพิหารแดง (อำเภอพิหารแดง ซึ่งปัจจุบันแยกเป็นอำเภอเมืองส่วนหนึ่ง และอำเภอศรีประจันต์ส่วนหนึ่ง) ก็ไม่ได้ส่วนหลวงพ่อแต้มจะมาเยือนถิ่นลุ่มน้ำท่าคอยแถบนี้ก็ไม่ได้ ถือกันว่าเสือถ้ำใครถ้ำมัน คนถิ่นใครถิ่นมัน  แต่ครั้นพอทั้งคู่เข้ารับการอุปสมบท มีหลวงพ่อปลื้ม วัดพร้าว เป็นอุปัชฌาย์ทั้งคู่ (หลวงพ่อแต้มบวช ๒ ครั้ง ครั้งแรกมีหลวงพ่อปลื้ม วัดพร้าวเป็นอุปัชฌาย์)  คนสมัยก่อนอุปัชฌาย์เดียวกันเขาถือ จะไม่ทรยศ ทำร้าย ซึ่งกันและกัน ทั้งสองจึงเป็นมิตรที่ดีต่อกัน
หลวงพ่อแต้มท่านขึ้นชื่อในฝีมือช่างไม้ช่างก่อสร้างมาก โบสถ์หลายๆวัดในสุพรรณบุรี มีหลวงพ่อแต้มเป็นนายช่างใหญ่ในการก่อสร้าง ท่านมีความสามารถในการเดินบนอกไก่โบสถ์สูงๆโดยไม่ตกลงมาได้อย่างสบายๆ ครั้นคราวหลวงพ่อปุยสร้างโบสถ์ วัดเกาะ ก็ได้หลวงพ่อแต้มนี่แหละมาช่วยในการก่อสร้าง หลวงพ่อแต้มมาจำพรรษาที่วัดเกาะจวบจนสร้างโบสถ์เสร็จ ซึ่งเริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๙๖ จวบจนเสร็จ มีงานสมโภชในปี พ.ศ. ๒๕๐๒
ระหว่างนี้เองท่านแลกเปลี่ยนวิชาอาคมกันอยู่เสมอๆ ซึ่งหลวงพ่อแต้มเองก็เรียนวิชาอาคมมาจากหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค , พระอาจารย์ซัว วัดสาลี , หลวงปู่โต๊ะ วัดสองเขตสามัคคี (วัดลาดตาล) เป็นต้น
หลวงพ่อปุยกับหลวงพ่อแต้มถึงกับเคยท้าประลองวิชาความแน่นอนกันเป็นที่ ประจักษ์ตาแก่ชาวบ้านเมื่อ๕๐กว่าปี ก่อน จนเป็นที่ชาวบ้านกล่าวขานร่ำลือมาจนถึงทุกวันนี้มาแล้ว นั่นก็คือ เหาะเหินตีลังกา โหม่งอิฐ โหม่งขวาน ซึ่งผล คือ ทั้งคู่กินกันไม่ลง ซึ่งประจักษ์พยานในเรื่องราวเหล่านี้ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่หลายคน                                           
หลวงพ่อแต้ม ท่านอยู่วัดพระลอย อ.เมือง จะ.สุพรรณ ฯ ท่านเป็นพระนักบุญ บวช 2 ครั้ง ครั้งที่ 2 ที่ท่านหันมาบวช ขณะนั้นท่านกำลังมีลูกชาย ยังแบเบาะอยู่ ท่านมองลูกชาย แล้วท่านรำพึงออกมาว่า " บ่วงลูก ผูกคอไว้ บ่วงเมีย ผูกมือไว้ บ่วงทรัพย์ ผูกขาไว้ " ท่านมองเห็นทุกข์ ท่านจึงตัดสินใจบวชเป็นครั้งที่ 2 การกระทำของท่านนั้น ถ้าเป็นทางโลก หรือชาวบ้านจะต้องว่าท่านใช้ไม่ได้แน่นอน  แต่ถ้าเป็นทางธรรมแล้ว บุคคลที่ตัดสงสารได้ขนาดท่านนั้น หาได้ยากเหลือเกิน  ภายหลังท่านได้ไปเรียนวิชากับหลวงพ่อปาน ได้ภูมิธรรมขั้นสูง สำเร็จวิชาเกราะเพชร มีวาจาสิทธิ์
ท่านเคยได้เขียนยันต์เกราะเพชรให้เจ้าอาวาสวัดท่าทอง

ขณะนี้ยังอยู่สวยงามมากมรณะครั้งแรก...มรณะครั้งแรก....ท่านเคยนั่งสมาธิมรณภาพไปครั้งหนึ่งแล้ว ท่านเล่าว่ามีคนพาท่านไปที่ที่ท่านไปเป็นคฤหาสน์ใหญ่โตคล้ายวัดคล้ายศาลาคนที่พาท่านไปบอกกับท่านว่า ที่นี่เป็นที่อยู่ใหม่ของท่าน ท่านจะสะดวกสบายทุกอย่าง ขอให้ท่านอยู่ที่นี่ ท่านรู้สึกตกใจเล็กน้อย ท่านบอกว่า " ฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้ ฉันยังสร้างศาลาไม่เสร็จ ให้ฉันสร้างให้เสร็จเสียก่อนแล้วจะมา .."แล้วคนที่พาท่านไปก็อนุญาตให้ท่านมาเมื่อท่านออกจากสมาธิและภายหลังท่านได้ทำคุณงามความดีมากยิ่งขึ้น ท่านได้สร้างวัด ศาลาโบสถ์รวมกันแล้วมากกว่าอายุของท่านอีกแต่มีข้อแม้ว่า ท่านสร้างเสร็จแค่เกือบเสร็จแล้วท่านก็ไปสร้างที่อื่น ท่านบอกว่าถ้าสร้างให้เสร็จเดี๋ยวยมบาลเอาตัวท่านไป เดี๋ยวท่านไม่มีโอกาสสร้างคุณงามความดีอีก นกพิราบเป็นกลับแกล้มหลวงพ่อแต้ม ท่านมีเมตตาธรรมสูง ครั้งหนึ่งทางวัดท่าทองได้นิมนต์ท่านมาสร้างศาลา เมื่อท่านมาอยู่ เวลาท่านฉันข้าวเสร็จ  ท่านจะเอาข้าวที่เหลือมาโปรยให้ไก่ นก สุนัข แมว ได้กินเป็นประจำไม่มีอด โดยเฉพาะนกพิราบ
ท่านเป็นห่วงมัน เพราะมันมีปีก และบางกลุ่มไปหากินไกลๆ และอาจจะถูกคนคนเลวยิงเอาก็ได้
คืนหนึ่งเป็นคราวเคราะห์ร้ายของนกพิราบ มีผู้ประสงค์ร้ายจำนวน 3 คน คือ นายแช่ม นาย สำรวย และ นาย ลบ  ทั้งสามนี้ได้กินเหล้ากันตั้งแต่บ่ายจนเย็นและมืด เกิดอยากกินนกพิราบวัด แกล้มเหล้าขึ้นมา จึงได้มาลักนกพิราบวัดเมื่อจับได้ก็ใส่ตะข้อง แล้วเอาไปทำเป็นกับแกล้มกินกัน โดยที่เขาไม่ได้เกรงกลัวต่อบาป ไม่เกรงว่าเป็นนกวัดและไม่เกรงหลวงพ่อแต้มด้วยนาย แช่ม แกเป็นครู จึงมีความคิดดีกว่าเพื่อนหน่อย เมื่อแกหายเมาในตอนเช้า พอรู้ว่าแกได้ทำอะไรลงไป แกเลยเอานกพิราบที่ย่างลนไฟไว้มาทำแกงแล้วนำไปใส่บาตรในตอนเช้าของวันนั้นนั่นเองผลที่ตามมา
เช้าวันนั้นหลวงพ่อแต้ม ท่านได้ฉันข้าวรวมกับพระวัดอื่นๆ สายตาของท่านเหลือบมองไปเจอกับถ้วยแกงนกท่านได้ใช้ช้อนเขี่ยไปมา แล้วท่านพูดออกมาว่า " จัญไ ร "เหมือนหนึ่งท่านจะรู้ได้ด้วยญาณว่า เนื้อแกงนกถ้วยนี้คือ เนื้อนกพิราบที่ท่านห่วงนั่นเอง
ในเวลาต่อมาไม่ถึงเดือน นาย ลบ นาย ท่าเรือ ท่าโบสถ์ ได้ถูกไล่ออกจากงานในฐานะปฏิบัติงานบกพร่องและกลายเป็นคนหมดเนื้อหมดตัวในเวลาต่อมานายสำรวยเป็นครูประชาบาล ได้ค้าข้าวด้วยเป็นอาชีพรอง ถูกหมาบ้าสีดำกัดปางตาย เรือข้าว 3 ลำ ล่มและภายหลังแกถูกยิงตายในเวลาต่อมานาย แช่ม บุญฤทธิ์ เป็นครูประชาบาลเช่นเดียวกันกับนาย สำรวย เป็นคนมีความคิดดีหน่อย รอดพ้นจากเวรที่แกทำไว้ได้ แต่ตัวแกเองก็ตกระกำลำบากเหลือเกิน แกเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังหลังจากที่ผมได้ชวนแกจับนกกระจอกโรงเรียนเอามาผัดกินแกล้มเหล้า(โรงเรียนกับวัดอาศัยเนื้อที่เดียวกัน)แกบอกว่า " เวรกรรมนั้นมีจริงๆเชื่อผมเถอะ เรากินแล้วเราก็ถ่ายแล้วทำไมเราต้องไปกินไอ้ที่มีเวรด้วย "ผมฟังแกพูดทิ้งท้ายเล่นเอาผมทั้งอายทั้งเจ็บ ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้น เพื่อเป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่คิดจะกระทำความชั่วในวัดเช่น ขโมยของวัด ตัดเศียรพระ เป็นต้น อย่าคิดเลยครับ เพราะเมื่อตายไป คุณอาจจะทุกข์อย่างแสนสาหัส.

 

หลวงพ่อแต้ม(ซ้าย) หลวงพ่อปุย(ขวา)


หลวงพ่อปุย วัดเกาะ จ.สุพรรณบุรี


บทความประวัติหลวงพ่อปุย  ปุญญสิริ วัดเกาะ เกจิอาจารย์เก่งองค์หนึ่งของ จ.สุพรรณบุรี อดีตเจ้า คณะตำบลบางงาม เจ้าอาวาสพระอารามราษฎร์วัดเกาะ ถนนศรีประจันต์ - ดอนเจดีย์ ตำบลวังหว้า อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี  เขียนโดยคุณศักดิ์ สุพรรณบุคลากร คุณภาพของวงการพระเครื่อง เมืองสุพรรณบุรี หลวงพ่อปุย วัดเกาะ ตำบลบางงาม (ปัจจุบันโอนอยู่ในเขตตำบลวังหว้า) อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ท่านเป็นพระคณาจารย์เมืองสุพรรณที่มีชื่อเสียงในอดีต ความเฉียบขาดและความ ดุของหลวงพ่อปุยโด่งดังมากจนพวกนักเลงใหญ่และบรรดาเสือร้าย(โจร)ทั้งหลายของเมืองสุพรรณเกรงกลัวบารมีท่าน
ท่านเป็นพระคณาจารย์ผู้มีเวทย์วิทยาคมแก่กล้ามีพลังจิตสูง สามารถกำราบปราบภูตผีต่างๆได้(ไล่ผีได้) ทั้งยังมีความเชี่ยวชาญในเวทย์มนต์คาถาอาคมต่างๆ วิชาต่างๆ อักขระเลขยันต์ แพทย์แผนโบราณ วิปัสสนากรรมฐาน และยังเทศน์เก่งจนเป็นที่จับใจผู้ฟัง ความดี ความเก่งและความเข้มขลังของท่าน เคยได้รับการกล่าวยกย่องจากองค์ประมุขสูงสุดของสงฆ์ คือ สมเด็จพระสังฆราชป๋า (ปุ่น ปุณณสิริ) วัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม เป็นการส่วนพระองค์ ทั้งยังเป็นที่โปรดปรานของพระองค์มากถึงขนาดเสด็จมาหา และเสด็จมาฉันภัตตาหารร่วมกับหลวงพ่อปุย ณ.วัดเกาะ และยังฝากถามไถ่เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับหลวงพ่อปุย ผ่านมาทางลูกศิษย์อยู่เสมอๆ
หลวงพ่อมีนามว่า ปุย นามสกุล รักกูล เกิดเมื่อวันที่ ๓๑ เดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ.๒๔๓๘ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๗ ปีมะแม ณ.บริเวณศาลเจ้าพ่อพระปู่หมื่น บ้านบางงาม ตำบลวังหว้า อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี โยมบิดาชื่อ ฉลาด โยมมารดาชื่อ แรด มีอาชีพทำนา หลวงพ่อเป็นบุตรคนโตในจำนวนพี่น้อง๕ คน ในวัยเยาว์อายุ๕ขวบ บิดามารดาได้นำไปฝากไว้กับ หลวงปู่เฒ่าพราย วัดเกาะ พระอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง ยุครุ่นเดียวกับหลวงพ่อเนียม วัดน้อย ซึ่งมีศักดิ์เป็นตาของหลวงพ่อปุยท่าน ให้เล่าเรียนหนังสือเพื่อจะได้มีความรู้
ท่านเป็นเด็กที่มีลักษณะเข้มแข็งจะเล่นอะไรจะทำอะไรต้องเป็นหัวหน้าคน ติดจะเป็นคนจริง
แต่ถือคติที่ว่า ไม่รังแกใครก่อน แต่ใครจะมารังแกไม่ได้ท่านอยู่วัดเกาะตั้งแต่วัยเด็กถึงเติบโตเป็นหนุ่มซึ่งนับเป็นระยะเวลาหลายปีระหว่างที่อยู่วัดเกาะท่านได้ศึกษาอักขระไทยและขอม
วิปัสสนากรรมฐาน แพทย์แผนโบราณและเวทมนต์คาถาอาคมต่างๆจากหลวงปู่เฒ่าพรายแล้วเวลาว่างท่านยังพายเรือไปตามแม่น้ำบ้านคอย เพื่อไปศึกษาวิชาต่างๆจากหลวงพ่อวัดใหม่โรงหีบอีก(วัดตั้งอยู่ไม่ไกลกันนัก) จึงทำให้ท่านมีความรู้ในด้านต่างๆอย่างมากมาย
วัยหนุ่มมีรูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรงบึกบึน ใจคอกล้าหาญเฉียบขาด มีความเป็นผู้นำ ทั้งยังมีวิชาอาคม พรรคพวกนักเลงทั้งหลายจึงยกย่องให้เป็นลูกพี่ บิดามารดาเห็นว่าต่อไปสักวันอาจจะพลาดพลั้งเกเรไปเป็นเสือเป็นโจรได้ กอปรด้วยหลวงปู่เฒ่าพรายเองก็ได้มรณภาพแล้ว จึงให้หลวงพ่อปุยกลับมาช่วยทำงานที่บ้าน เป็นโคบาลนำกองฝูงวัวฝูงควายออกเลี้ยง
ต่อมาปีพุทธศักราช ๒๔๕๘ หลวงพ่อปุยท่านได้เข้ารับราชการประจำการเป็นทหารอยู่ ๒ ปี โดยประจำการอยู่หน่วยเสนารักษ์(ทหารหมอ) ทำหน้าที่รักษาทหารผู้ได้รับบาดเจ็บ ด้วยเหตุที่ว่าเพราะท่านเป็นผู้มีความรู้ด้านแพทย์แผนโบราณ และยังอ่านตัวยาภาษาอังกฤษได้พอสมควร จึงทำให้ท่านได้รับเลือกให้ประจำการอยู่หน่วยนี้
เมื่อปลดจากประจำการทหารแล้วท่านได้อุปสมบทเพื่อทดแทนคุณบิดามารดาและผู้มีพระคุณทั้งหลายอุปสมบทเมื่ออายุ  ๒๓ ปี เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๗ เดือนพฤษภาคม  พ.ศ. ๒๔๖๑  ณ. พัทธสีมาวัดเกาะ อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมี พระครูปลื้ม หรือ หลวงพ่อปลื้ม วัดพร้าว เป็นพระอุปัชฌาย์พระครูธรรมสารรักษา หรือ หลวงพ่อพริ้ง วัดวรจันทร์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์พระใบฎีกาอินทร์ หรือ หลวงพ่อวัดใหม่โรงหีบ วัดราษฎรบำรุง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาทางพระพุทธศาสนาว่า “ปุญญสิริ”

หลังจากอุปสมบท ก็ได้อยู่จำพรรษาที่วัดเกาะได้ศึกษาพระธรรมวินัย และวิปัสสนากรรมฐานควบคู่กันไปอีกหลวงพ่อปุยท่านเป็นผู้ใฝ่การศึกษา( คนโบราณเรียกว่าผู้คงแก่เรียน )
จึงได้เพียรศึกษาหาวิชาความรู้จากพระอาจารย์หลายๆท่าน เช่น
- ศึกษาอักขระไทยและขอม วิปัสสนากรรมฐาน แพทย์แผนโบราณ และวิชาอาคมต่างๆจาก หลวงปู่เฒ่าพราย วัดเกาะและหลวงพ่อวัดใหม่โรงหีบ

- ศึกษาการแสดงพระธรรมเทศนาแบบโบราณจากหลวงตาอ่วม วัดเกาะ ซึ่งเรียนมาแต่ครั้นสำนักวัดโพธิ์ กรุงเทพฯ ( การแสดงพระธรรมเช่นนี้หาได้ยากใกล้จะสูญหายแล้ว)
- ศึกษาวิปัสสนากรรมฐาน และวิชาอาคมต่างๆ จากหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา

กับหลวงพ่ออิ่มนี้ หลวงพ่อปุยท่านจำพรรษาอยู่วัดหัวเขากับหลวงพ่ออิ่มนานเป็นแรมปี และยังคงไปๆมาๆกับหลวงพ่ออิ่มอยู่ตลอดหลายๆปี

 


ในระหว่างที่ท่านอยู่วัดหัวเขานี้ หลวงพ่ออิ่มได้มีข้อตกลงกับหลวงพ่อปุยท่านว่า จะสอนวิชาอาคมต่อยอดให้ หากแต่หลวงพ่อปุยต้องแสดงภูมิที่เคยร่ำเรียนมาจากอาจารย์องค์ก่อนๆให้ดูก่อน ว่ามาถึงขั้นไหนบ้างแล้ว ก็เลยสั่งให้ขุดหลุมดินมีความลึกขนาดท่วมศีรษะ เสร็จแล้วก็ลงไปนั่งในหลุม แล้วให้นั่งลอยตัวขึ้นจากปากหลุมได้สำเร็จก่อน หลวงพ่ออิ่มจึงจะยอมต่อยอดสอนวิชาอาคมให้ท่าน ผลคือ หลวงพ่อปุยสามารถทำได้ หลวงพ่ออิ่มจึงยอมสอนวิชาต่างๆต่อยอดให้หลวงพ่อปุย

หลวงพ่อปุยเป็นศิษย์ที่หลวงพ่ออิ่มสอนวิชาต่างๆให้ถือว่าถึงกับหมดสิ้น และยังรักหลวงพ่อปุยมาก ถึงกับเอ่ยให้ศิษย์คนอื่นๆฟังและเอาเป็นแบบอย่างว่า "ท่านปุยท่านเปรียบเสมือนบัวที่พ้นน้ำแล้ว ทั้งยังเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ ไม่ต้องจ้ำจี้จ้ำไช"

ศึกษาวิชาอาคมต่างๆจากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท
กับหลวงปู่ศุขนี้ บรรดาลูกศิษย์ไม่สามารถยืนยันได้เต็มปากเต็มคำแบบเล่าตรงกันหมดเช่นกับหลวงพ่อองค์อื่นๆ แต่ทว่าลูกศิษย์หลวงพ่อปุยเองบางท่านได้เล่าขานกันสืบมาว่า หลวงปู่ศุขนี้หลวงพ่อปุยเองท่านได้เคยไปเรียนวิชามาบ้างพอสมควรเลยทีเดียว โดยหลวงพ่ออิ่มอาจารย์ท่านนี่แหละเป็นผู้นำพาไปฝาก รับรองความประพฤติโดยตัวหลวงพ่ออิ่มท่านเองด้วย

แต่ผู้เขียน(ศักดิ์ สุพรรณ) ได้ฟังมาก็เห็นว่าพอมีโอกาสเป็นไปได้ เพราะหลวงพ่อปุยเองท่านเคยกล่าวไว้ มีบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรว่า พ.ศ.๒๔๖๓ เรียนวิชาอาคมและวิปัสสนากับหลวงพ่ออิ่ม และยังคงไปๆมาๆกับหลวงพ่ออิ่มเรื่อยๆ (ช่วงที่ไม่ขาดการติดต่อเลย แบบกระชั้นชิดกับหลวงพ่ออิ่มเลยก็คือ ช่วง พ.ศ. ๒๔๖๓ จนถึง พ.ศ. ๒๔๖๘ ส่วนช่วงหลังจากนั้นจนถึงหลวงพ่ออิ่มมรณภาพก็ยังคงติดต่อกับท่านอยู่ แต่ว่าไม่ได้ติดต่อแบบกระชั้นชิดเหมือนช่วงแรกนี้)
ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าในช่วงแรกนี้หลวงปู่ศุข เองยังทรงสังขารอยู่ (หลวงปู่ศุข มรณภาพ ปลายปี พ.ศ.๒๔๖๖) เรื่องที่เล่าๆกันมาจึงพอมีโอกาสเป็นไปได้สูงพอสมควร

ศึกษาวิชาต่างๆจากหลวงพ่อปลื้ม วัดพร้าว , หลวงพ่อพริ้ง วัดวรจันทร์ แห่งโพธิ์พระยา เมือง สุพรรณบุรี ซึ่งทั้งหลวงพ่อปลื้มและหลวงพ่อพริ้งนี้ท่านเองเป็นอาจารย์อุปัชฌาย์และอาจารย์คู่สวดของหลวงพ่อปุยอีกด้วย

- สหธรรมิกและศิษย์ร่วมสำนัก เนื่องด้วยท่านมีใจแบบนักเลง ที่กว้างขวาง จึงส่งผลให้หลวงพ่อปุยท่านเป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีสหธรรมิกมากมาย และมีศิษย์ร่วมสำนักเดียวกับท่านที่มีชื่อเสียงหลายท่าน อาทิ
- สมเด็จพระสังฆราช ปุ่น ปุณณสิริ หรือ สังฆราชป่า วัดพระเชตุพนฯ
- หลวงพ่อเจ้าคุณเมตตาวิหารี หรือ หลวงพ่อปัด วัดคูหาสวรรค์
- หลวงพ่อเจ้าคุณ สด หรือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ
- หลวงพ่อเจ้าคุณ โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี
- หลวงพ่อเจ้าคุณ เก็บ วัดดอนเจดีย์
- หลวงพ่อเจ้าคุณ เปลื้อง วัดสุวรรณภูมิ
- หลวงพ่อเจ้าคุณ ผล วัดพังม่วง
- หลวงพ่อเจ้าคุณ ไสว วัดบ้านกร่าง
- หลวงพ่อเจ้าคุณ ถิร วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร
- หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่
- หลวงพ่อแต้ม วัดพระลอย
- หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม
- หลวงพ่อกอง วัดโพธาราม ( วัดบ้านคอยเหนือ )
- หลวงพ่อแช่ม วัดราษฎรบำรุง ( วัดใหม่ )
- หลวงพ่อเซ้ง วัดพร้าว
- หลวงพ่อเชื้อ วัดพร้าว
- หลวงพ่อปี วัดพิหารแดง
- หลวงพ่อปอ วัดประชุมชน ( วัดบ้านบึง )
- หลวงพ่อเจริญ วัดธัญญวารี ( วัดหนองนา )
- หลวงพ่อสัมฤทธิ์ วัดอู่ทอง
- หลวงตาจวน วัดไก่เตี้ย
- หลวงพ่อโต วัดโพธิ์ศรีเจริญ
- หลวงปู่แขก วัดหัวเขา
- หลวงพ่อเปล่ง วัดหัวเขา
- หลวงพ่อสม วัดดอนบุบผาราม ฯลฯ เป็นต้น

ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเกาะ
เมื่อตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเกาะว่างลง ชาวบ้านจึงปรึกษาพิจารณากันเรื่องหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเกาะ คณะชาวบ้านพิจารณากันแล้วก็ลงความเห็นกันว่า หลวงพ่อปุย มีความเหมาะสมที่สุด ทั้งยังมีความรู้ความสามารถทั้งอักขระไทยอักขระขอมและภาษาอังกฤษ เวทย์มนต์คาถาอาคม วิปัสสนากรรมฐาน และแพทย์แผนโบราณ หลวงพ่อปุยจึงได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดเกาะเป็นลำดับรูปที่ ๑๑ ของวัด ในปีพ.ศ. ๒๔๖๖ ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๔๗๐ ท่านก็เป็นเจ้าคณะตำบลบางงามรูปแรก

หลวงพ่อท่านรักการศึกษาและมุ่งมั่นที่จะสร้างคน ท่านให้ความสำคัญเรื่องการศึกษาเป็นที่สุด ท่านมุ่งที่จะพัฒนาคนมากกว่ามุ่งที่จะพัฒนาวัตถุ

ท่านนำเงินส่วนตัวท่านที่มีอยู่เท่าไร ก็ส่งลูกหลานชาวบ้านเล่าเรียนหมด จนท่านเองนั้นมีเงินติดตัวก็เหมือนไม่มีเงินติดตัว เพราะว่ามีเงินติดตัวมาก็จะให้ลูกศิษย์ไปหมดทุกบาททุกสตางค์
ส่งเสียลูกศิษย์จวบจนได้ดี เป็นเปรียญ๙ เป็นพระราชาคณะ เป็นด็อกเตอร์ เป็นศาสตราจารย์ไปมากมายหลายคนดังปรากฏอยู่ทุกวันนี้ก็หลายท่าน

อาพาธและมรณภาพ
เมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา หลวงพ่อปุยท่านมีอาการเหนื่อยหอบ พูดไปหอบไป ประกอบกับมีโรคแทรกซ้อนคือ ปัสสาวะไม่ค่อยออก คณะศิษย์จึงได้นำท่านเข้ารักษา ณ.โรงพยาบาลสงฆ์ เมื่ออาการท่านหายดีแล้ว ได้นิมนต์ท่านกลับวัด ต่อแต่นั้น ๕-๖ เดือน หลวงพ่อมีอาการหน้ามืดและวิงเวียนศีรษะ จึงได้นำเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลสงฆ์อีกครั้งหนึ่ง แพทย์ตรวจพบว่าเป็นโรคความดันต่ำ พร้อมกับให้ยามาฉัน แต่อาการก็เป็นๆหายๆอยู่อย่างนั้น ต้องเข้าออกโรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ

ครั้งสุดท้าย เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๕ เดือนมกราคม ปีพ.ศ. ๒๕๒๓ ตรงกับวันขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๓ ท่านป่วยมีอาการน่าวิตก คณะศิษย์จึงได้นำท่านเข้ารับการรักษายังโรงพยาบาลเจ้าพระยายมราช อันเป็นโรงพยาบาลประจำจังหวัดสุพรรณบุรี แต่อาการของท่านก็ยังคงทรุดลงเรื่อยๆ แพทย์จึงให้น้ำเกลือและออกซิเจนเพื่อช่วยหายใจ

กระทั่งวันที่ ๘ เดือนกุมภาพันธ์ ปีพ.ศ. ๒๕๒๓ ตรงกับวันแรม ๗ ค่ำ เดือน ๓ เวลา ๑๖.๑๑น. ท่านก็ได้ถึงแก่มรณภาพด้วยอาการอันสงบ ณ.โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชจังหวัดสุพรรณบุรี รวมสิริอายุได้ ๘๕ ปี ๖๑ พรรษาและพระราชทานเพลิงศพในวันที่ ๗ เดือนมีนาคม ปีพ.ศ. ๒๕๓๐

 

 

นักเลงไม่ใช่อันธพาล


นักเลงใหญ่ ในเมืองให้นึกถึงหลวงพ่อแต้ม วัดพระลอย นอกเมืองให้นึกถึงหลวงพ่อปุย วัดเกาะ "หลวงพ่อปุยเป็นผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ แข็งแรงบึกบึน สูงใหญ่ตามแบบฉบับคนโบราณ มีอุปนิสัยใจคอกล้าหาญและเฉียบขาด มีความเป็นผู้นำสูง ทั้งยังมีวิชาอาคม บรรดาพรรคพวกนักเลงทั้งหลายจึงยกย่องให้เป็นลูกพี่ใหญ่ (นักเลงยุคสมัยร้อยปีก่อนร่ำเรียนวิชาอาคมกันทั้งนั้น หากผู้ใดที่มีวิชาอาคมแน่ที่สุดและมีความเป็นผู้นำจริง ย่อมถูกยกให้เป็นลูกพี่)
ความเป็นนักเลงของท่านเลื่องลือขึ้นชื่อทั่วคุ้งน้ำ ( หลวงพ่อปุยท่านเป็นนักเลงตัวจริง ไม่ใช่อันธพาล เพราะนักเลงนั้นต่างจากอันธพาลเยอะ) หากเอ่ยถึงนักเลงใหญ่นอกเมือง แห่งลุ่มน้ำท่าคอยย่อมนึกถึงหลวงพ่อปุย และอีกหนึ่งนักเลงที่ขึ้นชื่อในยุคสมัยเมื่อร้อยปีก่อนนั้น หากเอ่ยถึงนักเลงใหญ่ในเมือง ย่อมนึกถึงหลวงพ่อแต้ม วัดพระลอย ทั้งสองนี้เดิมเป็นอริกันมาก่อน แต่ภายหลังบวชอุปัชฌาย์องค์เดียวกัน เป็นศิษย์ร่วมสำนักกัน จึงเป็นพี่เป็นน้องกัน รักกันมาก สนิทกันมาก

 

 


หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ จ.สุพรรณบุรี

 

 


พระครูสุวรรณวุฒาจารย์ หรือที่รู้จักกันดีในนาม หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ พระคณาจารย์ยุคกึ่งพุทธกาลที่เกียรติคุณชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของจังหวัดสุพรรณบุรีอีกรูปหนึ่ง ปัจจุบันวัตถุมงคลของท่านทุกรุ่นได้รับความนิยมกันมาก เกิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2431 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 13 ค่ำ เดือนอ้าย ปีฉลูในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่5 ณ.บ้านดอนไร่ อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรีเป็นบุตรของพ่อเหมือน แม่ชัง มีศรีไชย มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน คือ
1. นางน้ำอ้อย จันทร์สุวรรณ
2. นางน้ำตาล จีนสุกแสง
3. นายช่อง มีศรีไชย
4. นายเชื่อม มีศรีไชย (หลวงพ่อมุ่ย พุทฺรักฺขิโต)
5. นางสาคู มีศรีไชย
วัยเด็กเนื่องด้วยครอบครัวของท่านมีอาชีพทำไร่ทำนา ในวัยเด็กของท่านจึงมีชีวิตตามประสาเด็กชนบททั่วไปโดยช่วยเหลือครอบครัวในการเลี้ยงควาย เป็นต้น
วัยหนุ่มเมื่อวัยหนุ่มท่านได้เข้ารับการเกณฑ์ทหารผลว่าท่านถูกเกณฑ์เป็นทหารและทางอำเภอได้ส่งตัวท่านไปยังจังหวัดแต่ท่านก็ต้องถูกส่งตัวกลับมาด้วยเหตุผลประการใดไม่ทราบ สรุปคือท่านไม่ได้เป็นทหารแน่นอน
ภายหลังจากการเกณฑ์ทหารเรียบร้อยแล้ว ท่านได้เข้ารับการอุปสมบทตามธรรมเนียมประเพณีของคนไทยเมื่อประมาณปี พ.ศ.2452 ณ. พัทธสีมาวัดท่าช้าง ตำบลท่าช้าง อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีพระครูศีลกิติ ( หลวงพ่อกฤษณ์ ) วัดท่าช้าง เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา เป็นพระกรรมวาจาจารย์  พระอนุสาวนาจารย์ไม่ทราบชื่อในช่วงนี้ท่านได้เข้ารับการศึกษาเล่าเรียนวิชาต่างๆจากพระอาจารย์ต่างๆอยู่พอสมควร
ท่านอุปสมบทได้ประมาณ10กว่าพรรษา ท่านก็ได้ลาสิกขาบท เพื่อมาช่วยบิดามารดาซึ่งชราทำไร่นาในช่วงนี้ท่านได้เกิดล้มป่วยแทบเอาชีวิตไม่รอด ยากจะดูแลรักษาให้หายได้ท่านจึงได้ตั้งสัจจะอธิษฐานไว้ว่า หากหายจากอาการเจ็บป่วย จะฝากกายถวายชีวิตในพระพุทธศาสนาตลอดไป
เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนักต่อมาอาการเจ็บป่วยของท่านก็ได้หายไป และช่วงนี้ท่านก็ได้เปลี่ยนชื่อจาก
เชื่อม มาเป็น มุ่ย สรุปแล้วท่านลาสิกขาบทมาได้ไม่กี่เดือนก็อุปสมบทใหม่เป็นครั้งที่สอง
ท่านได้อุปสมบทเป็นครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2465 เวลา 15.30 น. ณ.พัทธสีมาวัดตะค่า (วัดดอนบุบผารามในปัจจุบัน)  ตำบลบ้านกร่าง อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมี
พระครูธรรมสารรักษา (หลวงปู่อ้น) วัดดอนบุบผาราม เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ทวน วัดบ้านกร่าง เป็นพระกรรมวาจาจารย์  พระอาจารย์กุล วัดดอนบุบผาราม เป็นพระอนุสาวนาจารย์
ได้รับชื่อทางพระพุทธศาสนาจากพระอุปัชฌาย์ว่า พุทฺธรักฺขิโต

ครูบาอาจารย์
เนื่องด้วยหลวงพ่อมุ่ยท่านเป็นผู้คงแก่เรียน หมั่นขวนขวายหาความรู้อยู่เสมอๆ จึงทำให้ท่านชำนาญและเชี่ยวชาญในศาสตร์หลายแขนง การเรียนรู้ในศาสตร์หลายแขนงของท่านได้พากเพียรเรียนรู้มาตั้งแต่การอุปสมบทครั้งแรกเมื่อกลับมาอุปสมบทอีกครั้งด้วยพื้นฐานที่รอบรู้อยู่แล้วและศึกษาเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลาจึงทำให้ท่านรอบรู้และแตกฉานยิ่งขึ้น ครูบาอาจารย์ที่หลวงพ่อมุ่ยไปศึกษามานั้นมีอยู่มากมายเกิน10ท่านขึ้นไปแต่ก็สืบเสาะได้ยากยิ่งเนื่องจากหลวงพ่อมุ่ยท่านไม่เคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟังแต่เท่าที่สืบค้นได้ก็มีดังนี้
      

1. พระครูธรรมสารรักษา หรือ หลวงปู่อ้น วัดดอนบุบผาราม อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรีหลวงปู่อ้นท่านเป็นพระอาจารย์ยุคเดียวกันกับหลวงพ่อเนียม วัดน้อย ท่านมีอายุน้อยกว่าหลวงพ่อเนียม 9 ปีในยุคนั้นหลวงปู่อ้นท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมากในแถบจังหวัดสุพรรณบุรี ท่านเป็นรองเจ้าคณะจังหวัดสุพรรณบุรีในยุคสมัยนั้น ท่านขึ้นชื่อมากในด้านแพทย์แผนโบราณ การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และพุทธาคมก็ยังเป็นเลิศท่านมีลูกศิษย์ลูกหาและพระอาจารย์ต่างๆมาศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้กับท่านที่วัดมากมายลูกศิษย์ของท่านที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่างเช่น ท่านเจ้าคุณเชียง วัดราชบูรณะ ,หลวงพ่อนุ่ม วัดนางใน , หลวงพ่อสม วัดดอนบุบผาราม เป็นต้น
ในการอุปสมบทครั้งที่สองของหลวงพ่อมุ่ยท่าน เมื่อปี พ.ศ.2465ท่านได้เดินทางมาที่วัดดอนบุบผารามเพื่อให้หลวงปู่อ้นทำการอุปสมบทให้ และหลังจากการอุปสมบทแล้ว หลวงพ่อมุ่ยก็ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาอาคมจากหลวงปู่อ้นต่ออีกสักพักหนึ่ง หลวงปู่อ้นจึงนับเป็นพระอาจารย์รูปแรกของท่านเท่าที่มีการบันทึกมา

 

 

 

2. หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี หลวงพ่อมุ่ยสนใจในวิปัสสนากรรมฐานมากซึ่งในยุคนั้นพระอาจารย์วิปัสสนากรรมฐานของเมืองสุพรรณที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก ก็มี หลวงพ่อโหน่งวัดคลองมะดัน ,หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา และหลวงพ่อปลื้ม วัดพร้าวหลวงพ่อมุ่ยได้เลือกศึกษาวิปัสสนากรรมฐานและคาถาอาคมต่างๆจากหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขาในช่วงที่บวชครั้งที่สอง ศึกษาจากหลวงพ่ออิ่มเป็นระยะเวลา1พรรษาเต็ม หลังจากศึกษาจากหลวงพ่ออิ่มหมดแล้ว หลวงพ่ออิ่มก็ได้พาไปศึกษาต่อกับหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อ.วัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลกันมากนัก

 

 

3. พระครูวิมลคุณากร หรือ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาทในยุคนั้น หลวงปู่ศุข ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศมีลูกศิษย์ลูกหามาขอศึกษาวิชาต่างๆกับท่านมากมาย หลวงพ่อมุ่ยก็เช่นกันภายหลังจากที่ศึกษาวิชาต่างๆจากหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา จนหมดแล้วหลวงพ่ออิ่มจึงแนะนำให้ไปศึกษาเพิ่มเติมอีกที่หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าหลวงพ่ออิ่มเคยเล่าให้ลูกศิษย์ของท่านฟังว่า ตัวท่านเองแก่แล้ว จึงศึกษาเวทมนต์ คาถาอาคมต่างๆจากหลวงปู่ศุขได้ครึ่งเล่ม ส่วนหลวงพ่อมุ่ยท่านยังหนุ่มสามารถศึกษาได้ถึงเล่มครึ่งหลวงพ่อมุ่ยท่านเป็นที่รักใคร่ของหลวงปู่ศุขมาก เป็นศิษย์ชั้นแถวหน้าของหลวงปู่ศุขเลยทีเดียวกล่าวกันว่าท่านได้รับถ่ายทอดวิชาอาคมมาจากหลวงปู่ศุขมาก รองมาจากกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์


4. อาจารย์กูน วัดบ้านทึง อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี อาจารย์กูน วัดบ้านทึง เป็นฆราวาสที่โด่งดังที่สุดของจังหวัดสุพรรณบุรีเดิมท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านทึง แต่ต่อมาท่านได้ลาสิกขาบท ท่านเชี่ยวชาญมากในด้านไสยศาสตร์และแพทย์แผนโบราณ สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆได้ดี เป็นที่พึ่งของชาวบ้านตลอดมาอาจารย์กูนเป็นผู้ที่ขึ้นชื่อเลื่องลือมากในยุคนั้น หลวงพ่อมุ่ยท่านสนใจในด้านแพทย์แผนโบราณมากจึงได้เดินทางไปขอฝากตัวเป็นศิษย์ต่ออาจารย์กูนในสมัยที่อาจารย์กูนท่านยังดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านทึงอยู่ และอาจารย์กูนยังได้มอบตำราการทำยาหอมให้ท่านมาด้วย ซึ่งต่อมาท่านก็มอบต่อให้ศิษย์ท่านเอาไปทำยาหอม ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันดีคือ ยาหอม ตราฤาษีทรงม้า นั่นเอง

 

5. หลวงพ่อปลั่ง วัดวิมลโภคาราม อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี
ท่านเชี่ยวชาญในด้านคาถาอาคมมากผู้หนึ่งหลวงพ่อมุ่ยจึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อศึกษาวิชาอาคมต่างๆจากท่าน

 

6. นอกจากนี้ยังมีพระอาจารย์ของท่านอีกซึ่งไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าหลวงพ่อมุ่ยได้ศึกษาอะไรไปบ้าง อย่างเช่น หลวงพ่อกฤษณ์ วัดท่าช้าง (พระอุปัชฌาย์ในการบวชครั้งแรกของหลวงพ่อมุ่ย) ฯลฯ


ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดดอนไร่
หลังจากชาวบ้านได้ร่วมกันสร้างวัดดอนไร่ขึ้นมาแล้วแล้วก็ได้นิมนต์หลวงพ่อปลั่ง วัดวิมลโภคารามมาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก อยู่ช่วยสร้างวัดได้1พรรษาหลวงพ่อปลั่งก็ได้ย้ายกลับไปปี พ.ศ.2458 หลวงพ่อพลอยได้มาเป็นเจ้าอาวาสรูปที่สองอยู่ได้5พรรษาก็ลาสิกขาบทจึงทำให้วัดดอนไร่ว่างเว้นเจ้าอาวาสอีกครั้งหนึ่ง ปี พ.ศ.2466 ภายหลังจากการอุปสมบทครั้งที่สองของหลวงพ่อมุ่ยชาวบ้านได้นิมนต์ท่านมาพำนักจำพรรษาที่วัดดอนไร่ ท่านก็ได้ริเริ่มพัฒนาวัดตั้งแต่นั้นมา ปี พ.ศ.2476 ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลหนองสะเดาท่านจึงมีภาระมากขึ้นด้วยว่ามีเขตการปกครองขว้างขวาง วัดใดเสื่อมโทรมก็ต้องเข้าไปดูแลพัฒนาซ่อมแซม รวมไปถึงวัดภายนอกเขตปกครองด้วย แต่ท่านก็ไม่ย่อท้อ ขยันหมั่นเพียรดูแลรักษาและพัฒนาจนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี  หลวงพ่อมุ่ยได้สร้างพระอุโบสถหลังเก่าของวัดดอนไร่ ก่อด้วยอิฐไม่ได้ฉาบปูน หลังคามุงหญ้าแฝกซึ่งได้ฝังลูกนิมิตไปในปี พ.ศ.2482 กุฏิสงฆ์ หอสวดมนต์ สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ซึ่งสร้างจากไม้เป็นหลักซึ่งไม้ดังกล่าวหลวงพ่อมุ่ยท่านจะเป็นผู้นำกองเกวียนของบรรดาชาวบ้านเข้าป่าเพื่อไปตัดไม้ดังกล่าวมาสร้างวัดเองโดยตลอด จึงเป็นภาระอันหนักยิ่งของท่านในสมัยนั้นปี พ.ศ.2496 ท่านได้รับแต่งตั้งจากคณะสงฆ์เป็นพระอุปัชฌาย์ มีกุลบุตรมากมายมาให้ท่านอุปสมบทให้รวมทั้งลาสิกขาบทจากท่าน ซึ่งในสมัยนั้นทั้งอำเภอมีพระอุปัชฌาย์แค่เพียง2รูปเอง จึงกล่าวได้ว่าในสมัยนั้นชาวสามชุกค่อนอำเภอบวชโดยหลวงพ่อมุ่ย

อุปนิสัย
หลวงพ่อมุ่ยท่านเป็นพระสมถะ ปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดเสมอต้นเสมอปลาย ทำสิ่งใดแต่พอเหมาะพอควร มีความเมตตาแก่สัตว์โลกทั่วไปทุกหมู่เหล่าท่านทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างเต็มที่ด้วยเคยตั้งมั่น อธิษฐานชีพนี้เพื่อพระพุทธศาสนา และหลวงพ่อมุ่ยท่านไม่เคยโอ้อวดตน อย่างเช่นครั้งหนึ่งสมเด็จพระสังฆราช จวน วัดมกุฏกษัตริยาราม เสด็จมาเป็นประธานในการปลุกเสกพระเครื่องยุทธหัตถีที่พระวิสุทธิสารเถระ หรือหลวงพ่อถิน วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร เป็นแม่งานจัดสร้าง สมเด็จฯพบหลวงพ่อมุ่ย จึงตรัสถามหลวงพ่อมุ่ยว่า ทำไมจึงขลังนัก หลวงพ่อมุ่ยก็ตอบว่า หากท่านจะขลังก็คงขลังที่ความดี เพราะตั้งแต่ท่านบวชมา ท่านไม่เคยทำชั่วเลยสมเด็จฯได้ยินดังนั้นทรงชื่นชอบในคำตอบของหลวงพ่อมุ่ยเป็นอย่างมาก

อาพาธและมรณภาพ
ปี พ.ศ.2516 หลวงพ่อมุ่ยเริ่มอาพาธล่วงถึงกลางปีก่อนเข้าพรรษาอาการอาพาธด้วยโรคชรานี้ได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แพทย์ประจำตัวหลวงพ่อเห็นอาการไม่ดีขึ้นจึงได้นำหลวงพ่อเข้ารับการรักษา
ทำให้ตลอดพรรษานี้หลวงพ่อต้องจำพรรษาอยู่ที่คลินิกของแพทย์ผู้เป็นลูกศิษย์ ก่อนหน้าฤดูเทศกาลกฐินหลวงพ่อได้กลับมาที่วัด ทำให้ลูกศิษย์ลูกหาดีใจมาก จัดขบวนต้อนรับกันยิ่งใหญ่
แต่หารู้ไม่ว่าการกลับมาครั้งนี้เป็นการจากลาของหลวงพ่อ ล่วงถึงเวลา 07.15 น. ของวันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2517 หลวงพ่อมุ่ยก็ละสังขารลงด้วยอาการสงบ สิริอายุ 85 ปี 41 วัน

 

 

 

หลวงพ่อครื้น วัดสังโฆ

 


 

วัดสังโฆสิตาราม เป็นวัดอยู่กลางทุ่งนาในสมัยก่อน อายุการสร้างประมาณ ๑๐๐ กว่าปี ตั้งอยู่ ต.บ้านแหลม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี ห่างจากแม่น้ำสุพรรณ (แม่น้ำท่าจีน) ประมาณ ๕-๖ กม.

หลวงพ่อครื้น อมโร (พระครูโฆสิตธรรมสาร) บิดาเป็นกำนันชื่อ ฟุก มารดาชื่อ ผูก อยู่ที่ ต.บางใหญ่ อ.บางปลาม้า หลวงพ่อเกิดเมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๔๔๒ แรม ๑๓ ค่ำ เดือนยี่ ปีชวด อุปสมบทในราวปี ๒๔๖๔ และจำพรรษาอยู่ได้หนึ่งพรรษา ตลอดเวลาที่ท่านบวชอยู่ ท่านได้ศึกษาวิชาต่างๆ มากมาย แต่แล้วบิดาและมารดาได้ขอร้องให้สึกเพื่อมาช่วยประกอบอาชีพต่อไป

แต่หลวงพ่อท่านฝักใฝ่อยู่กับการเป็นพระมากกว่าเป็นฆราวาส จึงได้อุปสมบทอีกครั้งเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๔๖๘ ณ พัทธสีมา วัดบางใหญ่ อ.บางปลาม้า โดยมีพระอธิการสั้น เจ้าคณะตำบลบางใหญ่ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการฉัตร วัดสุขเกษม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้จำพรรษาอยู่ที่วัดสังโฆสิตาราม

เริ่มฝึกวิชากรรมฐานกับหลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน ในสมัยนั้นหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ก็เป็นศิษย์หลวงพ่อโหน่งเช่นกัน และหลวงพ่อครื้นก็ได้ศึกษาวิชาใน การทำนายทายทัก หรือท่านสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า ได้อย่างแม่นยำกับหลวงพ่อฉัตร และได้ศึกษาวิชาวาดเขียนกับการแกะสลักลวดลายต่างๆ แบบยุคสมัยไทยโบราณในสมัยนั้น

ในราว พ.ศ. ๒๔๗๕ หลวงพ่อครื้นได้รักษาการตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดสังโฆสิตาราม ท่านได้สร้างกุฏิ ศาลา โบสถ์ และโรงเรียนประชาบาล จนเจริญขึ้นตามลำดับอย่างรวดเร็ว เพราะท่านเป็นคนขยันทำงาน จำวัดน้อยมาก ใจร้อน เวลาจำวัดจึงมีน้อย ทำงานเป็นหลัก และเป็นที่ศรัทธาของชาวบ้านละแวกนั้นและต่างอำเภอก็ได้รับคำกล่าวขานกันในวิชาอาคมของท่านว่าศักดิ์สิทธิ์นัก
ทุกๆ วันจะมีคนมาหาท่านตลอด ทั้งใกล้และไกล มาให้ท่านทำนายโชคชะตาราศี ซึ่งท่านสามารถทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าได้ถึง ๒๐-๓๐ ปี ซึ่งถือเป็นเรื่องอัศจรรย์ยิ่งนัก จึงเป็นที่เคารพและศรัทธาของชาวบ้านเป็นอย่างมาก

วัตถุมงคลที่หลวงพ่อครื้นสร้างไว้มีหลายชนิด ท่านเริ่มสร้างประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๐ เป็นต้นมา โดยสร้างทุกๆ ปี ใครให้แม่พิมพ์ท่านมา ท่านมีการแต่งแม่พิมพ์ใหม่เพื่อให้ได้ความงดงามตามแบบนั้นๆ วัตถุมงคลของท่านมีคนบูชาไปแล้วมีประสบการณ์มากมาย ในสมัยนั้นก็มีทหารไทยไปรบที่เวียดนาม ซึ่งก็รอดตายกลับมากราบท่านได้อย่างปาฏิหาริย์ทุกๆ คน วัตถุมงคลของท่านยังเด่นทางเมตตามหานิยม โดยเฉพาะเครื่องราง ไม่ว่าจะเป็นตุ๊กแก จระเข้ โดยมีทั้งเนื้อดินและเนื้อผง เป็นที่ยอมรับกันมาก ส่วนใหญ่แล้วพระเครื่องของท่านจะตอกตัว (ฆ) ไว้เสมอแต่ที่ไม่ตอกก็มี ซึ่งก็ได้รับความนิยมไม่แตกต่างกัน

หลวงพ่อครื้นมรณภาพ เมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๐๕ เวลา ๒๓.๐๕ น. สิริมงคลอายุ ๖๕ ปี ศพของท่านไม่เน่าเปื่อยยังเป็นปกติเหมือนคนทั่วๆ ไป ทางวัดจึงได้เก็บรักษาไว้จนถึงปัจจุบัน ณ วัดสังโฆสิตาราม

หลวงพ่อครื้นได้สร้างพระไว้มากมายมีหลายพิมพ์ ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อดิน ส่วนเนื้อผงมีจำนวนน้อยกว่า นอกจากนี้ยังมีเหรียญรุ่นแรก ถ้ารวมกันแล้วหลวงพ่อครื้นท่านสร้างพระมีไม่ต่ำกว่า ๕๐ พิมพ์ ส่วนใหญ่จะสร้างถอดพิมพ์จากพระกรุโบราณทั่วๆ ไป ที่ชาวบ้านนำแม่พิมพ์มาถวายแล้วท่านก็แต่งใหม่ แล้วจึงทำเป็นพระเครื่องพิมพ์ต่างๆ ดังนี้
๑.สมเด็จพิมพ์อกร่อง
๒.สมเด็จพิมพ์เข่ากว้างเล็ก
๓.สมเด็จเข่ากว้างใหญ่
๔.สมเด็จเข่านูน
๕.สมเด็จพิมพ์เกศยาว
๖.สมเด็จทรงเจดีย์
๗.สมเด็จพิมพ์ฐานหนา
๘.สมเด็จฐานแซม
๙.พระขุนแผนบ้านกร่างทรงพลใหญ่
๑๐.ซุ้มประสาท
๑๑.บ้านกร่างพิมพ์พลายคู่
๑๒.บ้านกร่างพิมพ์ห้าเหลี่ยม
๑๓.นางเสน่ห์จันทร์
๑๔.นางเข่าตรง
๑๕.นางสมาธิใหญ่
๑๖.นางสมาธิเล็ก
๑๗.พิมพ์สี่กร
๑๘.พระพิมพ์
๒๕ พุทธศตวรรษ
๑๙.พิมพ์ประทานพร
๒๐.พิมพ์พระลีลา
๒๑.พิมพ์กำแพงรัศมี
๒๒.พิมพ์ถ้ำหีบ
๒๓.เม็ดขนุน
๒๔.ขุนแผนพิมพ์สมาธิ
๒๗.หลวงพ่อโต
๒๘.พิมพ์ถ้ำเสือ
๒๙.พิมพ์ฉันจังหัน
๓๐.ประคำรอบ
๓๑.พระนาคปรกมุจรินทร์
๓๒.นารายณ์ทรงปืน
๓๓.ซุ้มระฆัง
๓๔.ปิดตา
๓๕.ปางไสยาสน์
๓๖.นางกวัก
๓๗.พิมพ์เหลี่ยมสมาธิ
๓๘.จันทร์ลอย
๓๙.พิมพ์ใบมะยม
๔๐.สิงห์
๔๑.จระเข้
๔๒.ตุ๊กแก
๔๓.เหรียญรุ่นแรก   สร้างในราว พ.ศ. ๒๕๐ และมีจำนวนน้อยไม่เกิน ๑,๕๐๐ เหรียญ ส่วนใหญ่จะเป็นเนื้อทองแดง ส่วนเนื้ออื่นๆ ยังไม่เคยพบและยังมีอีกหลายๆ พิมพ์ที่ไม่ได้กล่าวไว้ ณ ที่นี้ ถ้าผู้ใดมีไว้ครอบครอง โปรดบอกกล่าวกันด้วย

พระเครื่องของท่านเสกได้ขลังนัก จากคำบอกเล่าของคนรุ่นเก่าๆ ตอนนี้พระของท่านราคายังไม่สูงมากนักยังพอมีโอกาสหาได้ พุทธคุณเหนือกว่าราคาหลายเท่านัก แต่อีกหน่อยอาจจะแพงและก็จะหาได้ยากยิ่ง

 

 

ประวัติพระครูสุกิจวิจารณ์ (หลวงตาจวน) สหธรรมมิก ของหลวงปู่

 


ถิ่นกำเนิด
ท่านเป็นชาววังยางโดยกำเนิด เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ ตรงกับวันขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๙ ปีฉลู มีนามเดิมว่า จวน ดอกกุหลาบ ท่านเล่าด้วยอารมณ์ขำๆว่าหากใช้นามสกุลโยมพ่อต้องเป็น ทรงพินิจ แต่เนื่องจากโยมแม่อิ่ม ออกจะไม่ชอบใจที่โยมพ่อ มีภรรยาหลายคนจึงให้ท่านใช้ ดอกกุหลาบ ของโยมแม่แทน ท่านมีพี่น้อง ๔ คน ดังนี้
๑. นางส้มลิ้ม
๒. เด็กชายล้วน (ถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเยาว์)
๓. นางส้มจีน
๔. พระครูสุกิจวิจารณ์ (หลวงตาจวน)

การศึกษาอบรม
หลวงตาจวน เป็นผู้มีโอกาสเข้าไปศึกษาในกรุงเทพฯ ในสมัยที่การศึกษายังไม่เจริญแผ่ขยายมายังบ้านนอก โดยท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่ออายุ ๑๓ ปี แล้วย้ายเข้าไปศึกษาภาษาบาลีที่วัดสามพระยา ท่านเล่าว่า ไปเรียนอยู่ ๒ ปี สามเณรฟื้น พลายภู่ (ต่อมมาได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์) เป็นอาจารย์สอนหนังสือดีมาก หลวงตาเองก็ชอบอัธยาศัย แต่ต่อมาทางสำนักเรียน เปลี่ยนเอาพระอาจารย์รูปอื่นมาสอน ดุยังเสือเลย ท่านไม่ชอบใจเลยหนีกลับสุพรรณ ลาสิกขาไปช่วยโยมพ่อ-โยมแม่ทำนาจนกระทั่งอายุครบบวช
การที่ท่านไม่ได้สอบเป็นเปรียญ เป็นสาเหตุหนึ่งที่หลวงตาจวนมุ่งส่งเสริมลูกศิษย์ลูกหาหลายท่านให้ได้เรียน บาลี โดยท่านส่งเสียเงินทองสนับสนุน จนมีลูกศิษย์สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค

อุปสมบท
เมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้อุปสมบท ณ พันธสีมาวัดเสาธงทอง ท่านเล่าว่า เป็นนาคที่วัดไก่เตี้ย เนื่องด้วยวัดไก่เตี้ยยังไม่มีอุโบสถ จึงต้องข้ามไปบวชที่วัดเสาธงทอง โดยมีพระครูธรรมสารรักษา (หลวงพ่อพริ้ง) วัดวรจรรย์ เป็นพระอุปัชฌาชย์  พระปลัดหรุ่น พรหมสโร วัดเสาธงทอง เป็นพระกรรมวาจาจารย์  พระอธิการแสน สุวัณโณ วัดไก่เตี้ย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ เมื่อปีพ.ศ.๒๔๗๖ และกลับมาจำพรรษาที่วัดไก่เตี้ย  ผู้คนในสมัยก่อนนิยมบวชเรียนเพื่อศึกษาธรรม คำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้ากันอย่างจริงจัง ไม่บวช ๓ วัน ๗ วัน เหมือนคนสมัยนี้ จะเห็นได้ว่าคนรุ่นปู่ รุ่นตา จะบวชกัน ๒ ถึง ๓ พรรษา เป็นอย่างน้อย อาจจะเป็นเพราะต้องการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเป็นวิสัยของฆราวาส เมื่อ ๒๐ ปี่ก่อน ให้รู้จักผิดชอบชั่วดี นำข้อคิด จารีตที่ดีงามของพระไปใช้เมื่อต้องการกลับไปสู่เพศฆราวาสอีกครั้งหนึ่ง วิธีที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนอกจากการศึกษาแล้ว “ธุดงค์” ที่เรียกว่า “รุกขมูล” ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่พระในสมัยก่อนทำกันเป็นกิจวัตร หลวงตาจวน ท่านได้ธุดงค์กับ หลวงพ่อหรุ่น พระกรรมวาจาจารย์ของท่าน แล้วได้ธุดงค์ไปตามที่ต่างๆทั่วทุกภาคของประเทศ จนกระทั่งรับหน้าที่เป็นเจ้าอาวาส ภาระมากท่านจึงหยุด

ไปศึกษาต่อที่วัดสวนหงส์ปีพุทธศักราช ๒๔๘๑ ท่านได้ย้ายไปเรียนนักธรรมที่วัดสวนหงส์ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี โดยสอบนักธรรมตรี และนักธรรมโท ได้ที่สำนักเรียนแห่งนั้น กลับมาอยู่วัดไก่เตี้ยท่านสอบได้ นักธรรมเอก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๖

หน้าที่และผลงาน
พ.ศ. ๒๔๘๙ เป็นรักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดไก่เตี้ย
พ.ศ. ๒๔๙๑ เป็นเจ้าอาวาสวัดไก่เตี้ย
พ.ศ. ๒๔๙๙ เป็นเจ้าคณะตำบลมดแดง
พ.ศ. ๒๕๑๑ เป็นพระอุปัชฌาย์
พ.ศ. ๒๕๑๒ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นตรี ในราชทินนามที่ “พระครูสุกิจวิจารณ์”
พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นโท ในราชทินนามเดิม
พ.ศ. ๒๕๒๕ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบลชั้นเอก ในราชทินนามเดิม

ปฏิปทา – วัติปฏิบัติส่วนตัว
ตลอดเวลากว่าครึ่งศตวรรษที่หลวงตาจวนดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสท่านได้พัฒนาวัดไก่เตี้ย จากวัดที่อยู่ในสภาพคล้ายวัดร้าง ให้มีความเจริญทั้งศาสนสถาน ศาสนวัตถุและยังได้อบรมชาวบ้านวัดไก่เตี้ย ให้อยู่ในศีลธรรมอันดีงาม ช่วยยกระดับจิตใจชาวบ้านให้มีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
หลวงตาเป็นพระเถระที่เคร่งครัดวินัย และจารีตประเพณีของพระอย่างมาก คนทั่วไปอาจจะมองภาพท่านว่าเป็นเกจิ อาจารย์ผู้เรืองวิทยาคม แต่คนใกล้ชิดจริงๆจะทราบว่า หลวงตาไม่ปรารถนาให้เป็นอย่างนั้นเลย สามารถพูดได้ว่า ถ้าท่านต้องการให้คนรู้จักท่านในฐานะเกจิอาจารย์ ท่านจะต้องเป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย ท่านใช้ชีวิตอย่าง พระเรียบง่าย สะอาดบริสุทธิ์ สิ่งที่ท่านให้กับผู้คนที่มากราบไหว้ คือ ธรรมะของพระพุทธเจ้า ท่านจะสอนอบรมด้วยเมตตาบารมีที่คนรับรู้ได้ หลวงตาพูดเสมอว่า ท่านไม่มีสมบัติส่วนตัว ไทยธรรมที่ญาติโยมถวายก็เป็นของวัดทั้งหมด ไม่เคยสะสมหรือมอบให้แก่ผู้ใดเลย ท่านปฏิบัติกับชาวบ้านทั่วไปเหมือนญาติ จะเห็นได้ว่า ท่านจะเรียกว่า “หมู่ญาติ” ทุกครั้ง แสดงถึงเมตตาบารมีที่แผ่ไปถึงทุกคน กับพระหนุ่ม เณรน้อย ท่านจะใช้คำว่า “พ่อคุณ” ส่วนน้ำเสียงจะหนักเบาก็ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์ในขณะนั้น
ท่านจะไม่กล่าวดุด่าใคร และไม่มีใครอยากถูกท่านดุด่า เพราะกลัวว่าจะเป็นไปตามปากของท่าน โดยส่วนตัวแล้วท่านชอบให้คนเรียกว่า “หลวงตา” เคยมีคนได้ยินคำอธิบายว่า ท่านต้องการเป็นเพียงพระหลวงตารูปหนึ่งเท่านั้น

วาระสุดท้ายของชีวิต
หลวงตาจวนอาพาธด้วยโรคชราแต่ก็ยังรู้สึกตัวและปฏิบัติสมณกิจอย่างไม่ขาด ไม่ได้ล้มเจ็บแต่อย่างใดเพียงแต่อ่อนเพลียไม่มีแรงเหมือนคนแก่ทั่วไป แต่ในวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เวลา ๐๙.๐๐ น. ท่านได้อาพาธเป็นลมหมดสติ พระสงฆ์และกรรมการวัดจึงนำท่านส่งโรงพยาบาล แพทย์บอกว่าไม่สามารถรักษาได้ และสมองของท่านไม่สั่งงานแล้ว เมื่อนำท่านกลับวัดไก่เตี้ย หลวงตาก็มรณภาพด้วยอาการอันสงบ เมื่อ เวลา ๑๔.๐๐ น. สิริรวมอายุได้ ๘๗ ปี ๑๑ เดือน ๑๙ วัน

"พระครูปรีชาวุฒิคุณ" หรือ หลวงพ่อฮวด อดีต เจ้าอาวาสวัดดอนโพธิ์ทอง หลวงพ่อฮวด มรณภาพ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2539 สิริอายุได้ 86 ปี ต.ดอนโพธิ์ทอง อ.เมือง สุพรรณบุรี อีกพระเกจิชื่อดังแห่งเมืองสุพรรณบุรี
"พระวิสุทธิสารเถร" หรือ "หลวงพ่อถิร"อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงรูปหนึ่งแห่งสุพรรณบุรี ชาติภูมิ เป็นชาวบ้านพลูหลวงโดยกำเนิด อุปสมบทที่วัดหน่อพุทธางกูร มีพระครูโพธาภิรัต เป็นพระอุปัชฌาย์ หลัง จากนั้น ได้ย้ายมาอยู่ที่วัดป่าเลไลยก์ พ.ศ. 2494 เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าเลไลยก์ ก่อนได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะที่ พระรักขิต วันมุนี หลวงพ่อถิร มรณภาพ เมื่อปี 2527 สิริอายุ 83 ปี พรรษา 63

 



หลวงพ่อไสว วัดบ้านกร่าง

 

 

 

พระเมธีธรรมสาร (ไสว ธมฺมสาโร) อดีตเจ้าคณะอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี หรือที่ชาวบ้านแถบนั้นรู้จักในนามหลวงพ่อวัดบ้านกร่าง ตามชื่อวัดที่ท่านเป็นเจ้าอาวาสนั้น ได้ชื่อว่าเป็น "พระขลัง" แม้เครื่องรางของขลังและวัตถุมงคลที่ท่านสร้างจะมีอยู่ไม่มากก็ตาม แต่สาเหตุที่ชาวบ้านเคารพนับถือท่านกระทั่งทุกวันนี้ แม้ท่านจะมรณภาพไป ๒๐ ปีแล้ว ไม่ได้อยู่ที่ความขลังของท่านอย่างเดียว ที่สำคัญกว่านั้นก็คือศีลาจารวัตรอันงดงาม และปฏิปทาที่ท่านประพฤติเป็นแบบอย่าง โดยเฉพาะความเรียบง่าย มักน้อย และเสียสละมีเหตุการณ์หนึ่งซึ่งยังความศรัทธาซาบซึ้งแก่ญาติโยมอย่างมากก็คือ ตอนที่มีการระดมเงินสร้างอาคารเรียนของโรงเรียนหลังใหม่ของวัดบ้านกร่าง เนื่องจากทางการมีงบประมาณให้ไม่ถึงครึ่งของทุนทีจะใช้ก่อสร้าง จำเป็นต้องอาศัยเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ท่านเห็นว่าพระจะต้องเป็นผู้นำในการเสียสละวันหนึ่งท่านได้นัดหมายให้กรรมการวัดมาประชุมพร้อมกันที่กุฏิท่าน แล้วท่านก็ให้คนไปยกปี๊บ ๆ หนึ่งในห้องพระของท่านลงมา ปรากฏว่าปี๊บนั้นมีซองใส่เงินอัดแน่นอยู่เต็ม ท่านบอกว่าตั้งแต่ท่านมาอยู่วัดบ้านกร่างเงินที่มีผู้ถวายแก่ท่าน ส่วนหนึ่งใช้ไปตามควรแก่สมณวิสัย อีกส่วนก็ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ เช่นสร้างเมรุเผาศพ และวิหาร ส่วนที่เหลือทั้งหมดอยู่ในปี๊บนี้ ท่านขอให้กรรมการวัดเอาออกมานับรวมกัน ได้เท่าไรบริจาคสร้างโรงเรียนทั้งหมดเมื่อกรรมการวัดเอาซองเงินออกมา ก็พบว่าซองยิ่งอยู่ลึก ก็ยิ่งเก่าจนกระดาษเหลือง แสดงว่าปัจจัยที่ญาติโยมถวายท่านในโอกาสต่าง ๆ นั้น ท่านไม่ได้เปิดดู และไม่สนใจว่าเป็นเงินมากน้อยเท่าใด ได้มาก็ใส่ปี๊บเอาไว้ เมื่อจำเป็นก็ใช้ไป ส่วนที่เหลือก็อยู่อย่างนั้น ญาติโยมจึงศรัทธาท่านขึ้นกว่าแต่ก่อน ด้วยประจักษ์แก่สายตาว่าท่านไม่ติดในปัจจัยที่ได้รับนอกจากท่านจะไม่ติดยึดในลาภแล้ว กับผู้มีเงิน ท่านก็ไม่ได้มีฉันทาคติด้วย ตอนที่มีการสร้างห้องแถวในตลาดนั้น ทางวัดให้เจ้าของแต่ละคนลงทุนและดำเนินการก่อสร้างกันเอง วัดเพียงให้เช่าที่ดินในราคาถูก (คูหาละ ๖๐ บาทต่อปี ปัจจุบันเพิ่มเป็นปีละ ๑๐๐ บาท) แต่มีปัญหาคือคนส่วนมากอยากได้ห้องหัวมุม เพราะอยู่ใกล้ท่ารถท่าเรือ เป็นทำเลดีเหมาะแก่การค้าขายมีคหบดีบางคนเสนอท่านว่า พวกเขาขอสิทธิ์พิเศษเลือกเอาห้องหัวมุมดังกล่าว โดยจะสร้างถวายวัดคนละห้องเป็นสิ่งตอบแทน เพื่อให้วัดเก็บค่าเช่าบำรุงวัด หลวงพ่อไม่ยอม เพราะเห็นว่าไม่ยุติธรรมต่อผู้อื่นยิ่งกว่านั้นก็คือ วัดจะกลายเป็นผู้รับสินบน เห็นแก่ผลประโยชน์ แม้จะมิใช่ผลประโยชน์ส่วนตัวก็ตาม วิธีของท่านคือให้ทุกคนจับฉลาก ใครได้พื้นที่ตรงไหน ก็สร้างห้องของตนตรงนั้น ทีแรกคหบดีเหล่านั้นไม่พอใจ ถึงกับจะยกเลิกการสร้างห้องของพวกตน โดยคิดว่าถ้ารวมหัวถอนตัวกันไปหลายคน โครงการสร้างห้องแถวก็อาจต้องล้มเลิก แต่หลวงพ่อไม่ได้วิตกอะไร ใครจะสร้างหรือไม่ท่านไม่ว่า ในที่สุดตลาดก็สร้างสำเร็จ ส่วนพวกคหบดีเหล่านั้นต้องยอมแพ้ ยอมจับสลากห้องแถวของตนเหมือนคนอื่น ๆ
พระเมธีธรรมสาร(ไสว) เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านกร่าง และเจ้าคณะอำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งรับมอบพระธาตุองค์นี้จากเจ้าจอมมารดาบัว เจ้าจอมมารดาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในหลวง รัชกาลที่ ๕ ขณะนั้นท่านมีสมณศักดิ์เป็นพระฐานานุกรมที่ พระสมุห์ และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดเทพธิดาราม เขตพระนคร ใน พ.ศ. ๒๔๕๐–๒๔๖๗ ต่อมาย้ายจากวัดเทพธิดาราม มาจำพรรษา ณ วัดยาง เป็นเวลา ๑ พรรษา วัดจรรย์ อีก ๑๓ พรรษา ต่อจากนั้น ปี พ.ศ. ๒๔๘๑ ได้ย้ายมารับตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านกร่าง และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอศรีประจันต์

 

 

พระเทพสิทธินายก หลวงปู่นาค วัดระฆังโฆษสิตาราม
 ศิษย์ผู้สืบพุทธาคม สายสมเด็จฯโต

 

 


ย้อนหลังไปเมื่อกว่าแปดสิบปีก่อนโน้น ดินแดนแห่งที่ราบสูงนครราชสีมา หรือที่ชาวบ้านชาวเมืองเรียกติดปากมาจนบัดนี้ว่า "เมืองโคราช" เด็กชายนาคฯ ได้ถือปฏิสนธิ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ.2427 เวลา 19.10 น. เศษ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 9 ปีวอก จุลศักราช 1246 ท่านมาจากตระกูลและพื้นเพเดิมของผู้มีอันจะกินและมีบรรดาศักดิ์สูงของตระกูล "มะเริงสิทธิ" ปู่ทวดของท่านมียศบรรดาศักดิ์เป็นที่ "หลวงเริง" และปู่ของท่านแท้ ๆ คือ ขุนประสิทธิ์ (อยู่) นายอากรเมืองโคราชในยุคนั้น และย่าของท่านชื่อ ท่านฉิม บิดาของท่านคือ นายป้อม มะเริงสิทธิ มารดาชื่อ นางสวน บุตรพระวิเศษ (ทองศุข) และท่านอิ่ม ท่านเป็นบุตรคนที่ 1 มีพี่น้องร่วมบิดามารดา 4 คน ชาย 2 คน หญิง 2 คน ดังนี้
1.พระเทพสิทธินายก (นาค โสภณเถระ)
2.พระภิกษุโชติ (ถึงแก่มรณภาพแล้ว)
3.นางทุเรียน ประภาวดี
4.นางอุดร จุลรัษเฐียร
ใครก็รู้ ..... เมืองโคราชสมัยกว่าแปดสิบปีนั้น ห่างไกลจากกรุงเทพพระมหานครประหนึ่งคนละฟากฟ้า เพราะการคมนาคมไม่สะดวกเหมือนปัจจุบันนี้ การไปมายังไม่มีทางรถไฟและถนนหนทาง หลวงปู่นาคเล่าว่า เมืองโคราชสมัยที่ท่านยังเป็นเด็กนั้น ห่างตัวเมืองออกไปเล็กน้อยล้วนแต่เป็นป่าเปลี่ยว มีแต่สัตว์ป่าที่ดุร้ายนานาชนิด ทางเดินที่จะผ่านเข้าสู่เมืองหลวงกรุงเทพพระมหานครเป็นป่าดงพงพีทุระกันดารอย่างแสนสาหัสจนเรียกกันว่า "ดงพญาเย็น - ดงพญาไฟ" ซึ่งผู้คนจำนวนไม่น้อยมาพบจุดจบเมื่อผ่านดงมหาภัยแห่งนี้ ปัจจุบันคนที่เกิดในยุคนี้ อาจไม่รู้จักหรือลืมชื่อเสียแล้ว

เด็กชาย นาค มะเริงสิทธิ เหมือนกับลูกชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายที่เจริญวัยขึ้นมาอยากหาความรู้ใส่ตัวเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่วงศ์ตระกูล แต่โคราชยังไม่มีโรงเรียนเกิดขึ้น มีแต่วัดวาอารามเท่านั้น พ่อแม่จึงส่งเด็กชายนาค ฯ มาฝากไว้กับพระครูสังฆวิจารย์ (มี) ซึ่งเป็นลุงของท่านที่วัดบึงใกล้ประตูชุมพลเดี๋ยวนี้ ซึ่งท่านได้สั่งสอนวิชาให้ตามสมควร ท่านจึงได้บวชเป็นสามเณรตั้งแต่นั้นมา อาศัยที่ท่านเป็นคนฉลาดเล่าเรียนเก่ง พระอาจารย์ที่เป็นครูสั่งสอนภาษาบาลีและภาษาไทย จึงแนะแนวทางให้ท่านเดินทางเข้ามาศึกษาต่อในสำนักดี ๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองต่อไป

สามเณรนาค อายุ 13 ปี หาโอกาสเดินทางอยู่เป็นเวลาแรมเดือน จึงสบโอกาสเมื่อมีกองคาราวานวัวต่างและเกวียนราว 30 กว่าคน จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ท่านจึงขอร่วมเดินทางมากับเขา ด้วยสมความตั้งใจ ท่านเล่าว่าตอนที่เดินทางมาหลายสิบวันนั้น ใกล้จะถึงเมืองสระบุรี ท่านได้เห็นกุลี (กรรมกร) เป็นจำนวนมากกำลังทำงานกรุยทางสร้างทางรถไฟอยู่แล้ว เมื่อถึงสระบุรีแล้วท่านรู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงขอแยกจากกองคาราวาน เข้าขอฝากตัวเป็นศิษย์กับพระภิกษุรูปหนึ่งในวัด "ทองพุ่มพวง" อำเภอเสาไห้ ซึ่งหลวงนิเทศ นายอำเภอเสาไห้ ผู้เป็นน้าช่วยอุปการะ ท่านอาศัยอยู่ในวัดนี้หลายเดือนและศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมต่อไปด้วย แต่ท่านก็มิได้ละความตั้งใจที่จะเข้าศึกษาพระธรรมวินัยในกรุงเทพฯ ให้ได้ในกาลข้างหน้า
ท่านกล่าวว่า ต่อมาท่านได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ สมความตั้งใจ มีญาติในกรุงเทพฯ แนะนำพาท่านซึ่งยังเป็นเณรไปฝากไว้กับท่านอาจารย์เลื่อม ซึ่งเป็นพระลูกวัดของวัดระฆังโฆษิตาราม มีกุฏิอยู่หน้าวัดใกล้ปากคลอง และปัจจุบันนี้ได้สร้างเป็นโรงเรียนสตรีวัดระฆัง

พระอาจารย์เลื่อมเป็นพระหลวงตาที่ชราภาพมาก และเคร่งครัดในพระพุทธศาสนา มีลูกศิษย์ลูกหามาก โดยที่ท่านเป็นพระสอนทางวิปัสสนากรรมฐาน ท่านเฝ้าสั่งสอนวิชาการต่าง ๆ ให้ด้วยความรักความเอ็นดู เพราะสามเณรนาคเป็นผู้ว่านอนสอนง่ายสมองปราดเปรื่อง

ตอนนั้น .... ท่านเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆษิตาราม คือ พระธรรมโตรโลกาจารย์ ซึ่งต่อมาได้เลื่อนขึ้นเป็น สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) สมเด็จองค์นี้เป็นศิษย์ของสมเด็จองค์เก่า คือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) นั่นเอง พระธรรมไตรโลกาจารย์มองเห็นหน่วยก้านและบุคลิกลักษณะของสามเณรแล้ว พิจารณาเห็นว่าจะดีเด่นเป็นเอกในวันข้างหน้า ท่านจึงได้รับอุปการะและสั่งสอนในสำนักของท่านทั้งภาษาไทยและภาษาบาลี

ความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองสมัยนั้น เพิ่งจะเริ่มขึ้นชั่วคนละฟากข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา นับได้ว่าวัดระฆังฯ อยู่ใกล้กำแพงเมืองหลวงหรือเรียกกันว่าใกล้ปืนเที่ยงที่สุดวัดหนึ่ง วัดระฆังฯ มีอาณาเขตกว้างใกญ่ไพศาล รายล้อมไปด้วยสวนและนาอยู่ใกล้ ๆ เป็นดินแดนแห่งความสงบวิเวกวังเวง เหมาะสมที่จะบำเพ็ญพรตพรหมจรรย์ของภิกษุสงฆ์ ท่านเล่าว่า ท่านอาจารย์นวล ผู้เชี่ยวชาญทางภาษาบาลี เดิมเคยจำพรรษาอยู่สำนักวัดมหาธาตุ ได้ข้ามฟากมาสอนภาษาบาลีอยู่ในสำนักวัดระฆังฯ และเป็นอาจารย์ของท่านด้วย

เมื่อสามเณรนาคฯ มีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ ได้เข้าแปลเปรียญธรรม ประโยค 3 เป็นครั้งแรกต่อหน้าพระที่นั่งรัชกาลที่ 5 และกรรมการสงฆ์ล้วนแต่เป็นพระเถรานุเถระผู้ใหญ่ผู้ทรงสมณศักดิ์หลายรูป ปรากฏว่าสามเณรนาคฯ แปลได้เป็นเปรียญธรรมประโยค 3 ได้รับพระราชทานเครื่องไทยทานอัฎฐบริขารจากพระหัตถ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ด้วยองค์หนึ่ง

สามเณรนาคฯ ได้เป็นมหาสามประโยคแล้วสมความตั้งใจ ท่านมิได้หยุดยั้งเพียงเท่านี้ คงพยายามศึกษาเล่าเรียนต่อไปจนเมื่ออายุครบ 21 ปี สามเณรนาคฯ เข้าแปลหน้าพระที่นั่งอีกครั้งหนึ่งและได้เปรียญธรรมประโยค 4 นับว่าสามเณรนาคฯ เป็นผู้คงแก่เรียนซึ่งหาได้ยากในยุคนั้น ซึ่งแต่ละครั้งที่เข้าสอบจะมีพระภิกษุและสามเณรสอบเปรียญได้เพียงไม่กี่รูป

ระยะนั้นท่านเจ้าอาวาส พระธรรมไตรโลกาจารย์ จึงทรงอุปการะบวชสามเณรนาค ผู้มีอายุครบบวชแล้วเป็นพระภิกษุสงฆ์ต่อไป โดยได้ทรงนิมนต์พระเถระผู้ทรงสมณศักดิ์สูงมาเป็นพระอุปัชฌาย์และพระกรรมวาจาจารย์ ต่อหน้าองค์พระประธานในพระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตาราม ดังต่อไปนี้
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฤทธิ์) อธิบดีสงฆ์ วัดอรุณราชวราราม ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์
สมเด็จพระวันรัต (ดิษ) อธิบดีสงฆ์ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ ทรงเป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระธรรมโกษาจารย์ (แพ) วัดสุทัศน์เทพวราราม
พระธรรมไตรโลกาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) ทรงเป็นผู้บอกอนุสาสน์
พระมหานาค ป.ธ. 4 ซึ่งต่อมาชาวบ้านเรียกชื่อท่านสั้น ๆ ว่า "มหานาค" และรับฉายาจากองค์พระอุปัชฌาย์ว่า "โสภโณภิกขุ" ได้เข้าแปลเปรียญธรรมได้ประโยค 5 ภายหลังบวชเป็นพระแล้วใหม่ ๆ ต่อจากนั้นท่านมหานาคไม่ได้เข้าแปลเพื่อสอบเปรียญธรรมเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งในขณะนั้นมีการศึกษาเปรียญธรรมถึงประโยค 6 เนื่องด้วยท่านมีภาระยุ่งกับงานของวัดมากขึ้น โดยเป็นผู้รับใช้ใกล้ชิดในพระคุณเจ้าสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร)
- ต่อมาในปี พ.ศ.2464 ท่านโสภโณภิกขุ (มหานาค) ได้รับสัญญาบัตรพัดยศเป็นที่ พระธรรมกิติ
- พ.ศ.2467 - 2468 ภายหลังจากสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกูร) มรณภาพแล้ว พระธรรมกิติได้รับหน้าที่รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตารามแทน และเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมาจนมรณภาพ .. (1)
- พ.ศ.2475 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรพัดยศที่ พระราชโมลี
- พ.ศ.2500 ได้รับพระราชทานเลื่อนขึ้นเป็นที่ พระเทพสิทธินายก

ในสมัยที่ท่านกำลังศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมประโยค 4 - 5 ท่านได้ศึกษาทางวิปัสสนากรรมฐานกับท่านอาจารย์ที่วัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) และวัดพลับ (เจริญภาส) เพิ่มเติมอีกโดยได้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดซึ่งต้องใช้เวลาเพียรพยายามศึกษาเล่าเรียนอยู่ประมาณ 10 ปี ก็สามารถใช้เป็นมูลฐานกระทำชาญวิปัสสนาส่งกระแสจิตได้ ต่อมาได้เปิดสอนทางวิปัสสนากรรมฐานขึ้นในศาลาการเปรียญของวัดระฆังโฆษิตาราม เกี่ยวกับการสอนวิปัสสนานี้ได้เคยปรากฏว่า ครั้งหนึ่งผู้เข้าศึกษานั่งสมาธิจิตทางวิปัสสนา ได้นั่งทำจิตถอดวิญญาณไปดูนรกสวรรค์ และท่องเที่ยวไปในสถานที่ต่าง ๆ เป็นเวลา 2 วัน ก็ยังไม่คืนสติ คงนั่งสมาธิอยู่เช่นนั้น ท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธินายก ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการฝึกสอนอยู่ ได้นั่งสมาธิส่งกระแสจิตไปติดตามวิญยาณของผู้นั่งสมาธิรายนี้ และไปพบในสุสานวัดดอน ตรอกจันทร์ ปรากกว่ากำลังเที่ยวเพลิดเพลินอยู่ ท่านจึงส่งกระแสจิตเตือนวิญญาณนั้นให้กลับคืนเข้าร่างเดิมเพราะล่วงมา 2 - 3 วันแล้ว หากล่าช้าไปจะคืนเข้าร่างเดิมไม่ได้ ร่างกายก็อาจจะเน่าเปื่อยไป วิญญาณของชายผู้นั้นจึงได้สติแล้วกลับคืนมาเข้าร่างเดิมที่นั่งสมาธิอยู่ในศาลาการเปรียญวัดระฆังโฆสิตาราม นอกจากนี้ได้เคยปรากฏว่าคุณโยมของท่านป่วยอยู่ทางจังหวัดนครราชสีมา โดยมิได้ส่งข่าวถึงท่าน แต่ท่านสามารถทราบได้และนำหยูกยาไปปฐมพยาบาลได้ถูก เพราะท่านใช้อำนาจกระแสสิตทางวิปัสสนา ดังนี้ การกำหนดจิตอันกระทำให้เกิดพลังจิตขึ้นได้จึงเป็นเหตุให้พระคุณเจ้าได้คิดสร้างพระสมเด็จขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2484 โดยอาศัยตำราของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) ซึ่งขณะนั้นเป็นระยะเวลาที่ได้เกิดสงครามมหาเอเชียบูรพาขึ้น ทั้งนี้เพื่อจักได้แจกจ่ายให้ทหารได้ติดตัวไปในสมรภูมิ เป็นกำลังใจและบำรุงขวัญทหารอีกส่วนหนึ่งด้วย

พระเทพสิทธินายก (นาค โสภโณ) ในตอนที่ท่านมีอายุใกล้ 70 ใคร ๆ ก็เรียกท่านว่า "หลวงปู่นาค" แม้ว่าท่านจะมีร่างกายสมบูรณ์ชราภาพมากขึ้นตามวัยและสังขาร ท่านก็มิได้ละเลยทางศาสนกิจ ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์ของกุลบุตรทุกชั้นวรรณะมากมาย ท่านเป็นผู้สร้างกรรมดีมีเมตตาอันเป็นยอดปรารถนาต่อศิษยานุศิษย์และประชาชนทั่วไปไว้มากมาย มิได้สะสมทรัพย์สินอันใดไว้ จนถึงกาลมรณภาพ เมื่อวันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ.2514 เวลา 4.45 น. ณ โรงพยาบาลศิริราช จังหวัดธนบุรี ท่านก็จากไปอย่างสงบปราศจากความกระวนกระวายด้วยโรคชรา ขอวิญญาณของท่านจงบรรลุถึงฟากฟ้าสรวงสวรรค์ คงเหลือไว้แต่คุณงามความดีอันสูงส่ง สุดที่จะนำมาเขียนไว้ในที่นี้ รวมศิริอายุของท่านได้ 87 ปี อยู่ในสมณเพศถึง 75 ปี และเป็นเจ้าอาวาสมาแล้ว 47 พรรษา นับว่าท่านเป็นผู้ที่อยู่ในสมณเพศและเป็นเจ้าอาวาสที่นานที่สุดรูปหนึ่ง

คณะศิษยานุศิษย์ผู้บันทึกประวัติของท่าน "หลวงปู่นาค" ขอกราบนมัสการแทบเท้าของหลวงปู่นาค หากข้อความตอนหนึ่งตอนใดผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่องโปรดเมตตาให้อภัยด้วยเถิด ...... คณะศิษยานุศิษย์

คัดลอกบทความมาจาก : หนังสือประวัติพระเทพสิทธินายก วัดระฆังโฆษิตาราม และ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พระเทพสิทธินายก (นาค โสภณเถระ) อดีตเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม ณ วัดระฆังโฆสิตาราม ธนบุรี 15 มิถุนายน 2514 จำนวนพิมพ์ 2000 เล่ม โดยเจ้าคุณเที่ยง คณะ๕
สำหรับการเรียนเวทย์มนต์และวิปัสสนากรรมฐานนั้น ท่านได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์และศึกษากับ ๔สมเด็จ ดังนี้


๑.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ฤทธิ์) วัดแจ้ง (ปัจจุบันเรียกว่า “วัดอรุณราชวรวิหาร”) ผู้เป็น อุปัชฌาย์ของหลวงปู่นาคนั่นเอง ท่านมีอาคมแก่กล้าในด้านทำเครื่องรางของขลัง โดยเฉพาะตะกรุดหน้าผากเสือ สำนักนี้ไม่เป็นสองรองใคร ครั้นพอท่านเรียนวิชานี้สำเร็จ การจะหาหนังเสือมาทำนั้นต้องไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิตซึ่งมันบาปนัก ท่านจึงนำมาดัดแปลงลงในโลหะต่างๆ เช่น ทองคำ เงิน นาค ทองแดง อลูมิเนียมและตะกั่ว ลักษณะการลงและบริกรรมคาถากำกับในตัวตระกรุด ท่านก็จะทำไว้ให้มีฤทธิ์อยู่หลายแบบ เช่นดอกนั้นเด่นด้านคงกระพัน ดอกนี้เด่นด้านค้าขาย เมตามหานิยม ดอกนู้นเน้นด้านมหาอุต ซึ่งในสมัยนั้นใครที่เข้าไปขอ ท่านก็จะเมตตาหยิบให้พร้อมอธิบายวิธีการใช้ให้



(สำหรับวัดแจ้งหรือวัดอรุณนี้ จะมีอ้างในส่วนของ ตอนที่๓:พระพิมพ์ในวัดแต่มีออกนอกวัดด้วยนะครับ)


๒.สมเด็จพระสังฆราช(แพ) วัดสุทัศน์ราชวรวิหาร สมัยนั้น ดำรงค์สมณศักดิ์เป็นพระธรรมโกษาจารย์ ซึ่งเป็นพระอนุสาวนาจารย์(พระคู่สวด)ในสมัยที่หลวงปู่นาคบวชเป็นพระภิษุนั่นเอง หลวงปู่นาคได้รับการถ่ายทอดและศึกษาวิชาการลงยันต์ ๑๐๘ ชนิดครบสูตรในการลงยันต์เททองพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ ซึ่งเป็นตำหรับวิชาสุดยอดของการสร้างพระกริ่งในสายวัดสุทัศน์นี้

 


(สำหรับวัดสุทัศน์ หากตามประวัติจะทราบว่า หลวงปู่นาคท่านจะสนิทกับพระครูมูล ซึ่งโยงถึงกันได้ว่าเป็นศิษย์ร่วมClassเดียวกันนั่นเอง เกจิ๒ท่านนี้ไปมาหาสู่กันบ่อยครั้งครับ จึงไม่แปลกที่พระสมเด็จของพระครูมูลถึงได้มีมวลสารพระสมเด็จเก่าของวัดระฆังไปผสมกันเป็นจำนวนมากและบางครั้งก็พบว่าพิมพ์สมเด็จมีหน้าตาและพิมพ์พระเกศบัวตูมของพระครูมูลมีมาปรากฎในแบบแม่พิมพ์ที่หลวงปู่นาคท่านกดพระด้วยครับจะมีไปขยายความกันในตอนที่๓:พระใน-นอก พิมพ์)


๓.สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(ม.ร.ว.เจริญ อิศรางกุล ณ อยุธยา) ในสมัยที่ท่านดำรงสมณศักดิ์เป็น พระธรรมไตรโลกาจารย์ และเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆัง สืบต่อจากสมเด็จพระพุทธบาทปิลันท์ (ม.ร.ว.ทัศน์ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา)

 


เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วนะครับว่า สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(เจริญ) ท่านเป็นศิษย์องค์สุดท้ายของสมเด็จพุทธจารย์โต ในสมัยบั้นปลายชีวิตสมเด็จโต สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(เจริญ) ท่านได้เรียนสำเร็จวิชาการทำผงวิเศษจากสมเด็จโตและเป็นกำลังสำคัญในการลบและจัดทำผงวิเศษทั้ง๕ชนิด เพื่อถวายให้สมเด็จโตสร้างพระวัดระฆังฯรุ่นแรก มาถึงยุคที่ท่านเป็นพระอาจารย์ให้หลวงปู่นาค ท่านก็สอนการทำผงนี้ให้จนสำเร็จครบหลักสูตรเช่นกัน ดังนั้นพระสมเด็จที่หลวงปู่นาคท่านสร้างจึงเป็นพระที่มีสูตรการสร้างเหมือนกับพระสมเด็จวัดระฆังรุ่นแรกนั่นเอง

๔.สมเด็จพระสังวรนุวงศ์เถร(ชุ่ม) วัดราชสิทธาราม(วัดพลับ) เกจิท่านี้เป็นอาจารย์สอนวิปัสสนาให้กับหลวงพ่อพริ้ง วัดบางประกอกนั่นเอง หลวงปู่นาคก็ได้มาเรียนวิปัสสนากรรมฐานที่สำนักนี้จนสำเร็จเช่นกัน



หลังจากที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์(เจริญ) ท่านมรณภาพแล้ว หลวงปู่นาคก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆษิตาราม องค์ที่๙
สำหรับเรื่องการสร้างวัตถุมงคลต่างๆ
โดยเฉพาะประเภทพระเนื้อผงนั้น ท่านจะเน้นถึงความสำคัญเกี่ยวกับผงวิเศษที่นำมาบดผสมในการสร้างทุกครั้ง ใช้ผงถูกต้องตามสูตรที่สมเด็จพุทธจาร์ยโตสร้างเลยครับ โดยเรียนมาจาก พุทธโฆษาจารย์ เจริญ

การปลุกเสกวัตถุมงคล
หลังจากพิมพ์พระเสร็จ หลวงปู่นาคท่านจะให้ลูกศิษย์นำพระเครื่องทั้งหมดไปไว้ในพระอุโบสถ หลังจากทำวัตรสวดมนต์เย็นเสร็จแล้ว ท่านจะปิดประตูโบถส์ อยู่เพียงลำพังท่านเดียวและทำการปลุกเสกพระจนถึงเที่ยงคืน จึงกลับกุฏิจำวัด รุ่งขึ้นจึงนำพระเครื่องทั้งหมดมาไว้ที่วิหารสมเด็จโต ทำการปลุกเสกตอนกลางคืนอีกวาระหนึ่ง จากนั้นก็นำมาทำการปลุกเสกในกุฏิของท่านอีกครั้งเป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการปลุกเสกพระ สาเหตุที่ท่านทำเช่นนี้ ท่านได้เมตตาเล่าให้ฟังว่า...หลวงพ่อพระประธานในโบสถ์ ท่านศักดิ์สิทธิ์ เราเป็นเพียงตถาคตมาอาศัยสถานที่ท่านพำนัก จะทำสิ่งใดก็ต้องบอกกล่าวท่าน และให้ท่านช่วยปลุกเสกให้ด้วยจึงจะถูกต้อง ...ส่วนที่นำเข้าวิหารสมเด็จโต เพราะสมเด็จโตนี้ท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดระฆังฯมาก่อน และ เป็นครูบาอาจารย์ขอข้า จะทำอะไรก็ต้องบอกกล่าวท่านก่อน แล้วให้ท่านมาร่วมรับรู้และช่วยกันปลุกเสกแผ่พลังจิตพระเครื่องเหล่านี้ด้วยจึงจะสมบูรณ์
ฉะนั้นพระเครื่องทุกรุ่นที่หลวงปู่นาคท่านได้จัดสร้างขึ้น จึงเป็นที่เชื่อว่า เต็มเปี่ยมไปด้วยพุทธานุภาพ ครบทุกด้าน (เมตตา มหานิยม โชคลาภ และแคล้วคลาดจากสรรพภัยอันตรายต่างๆได้อย่างดีเยี่ยม)...

เจ้าคุณเทพสิทธินายกหลวงปู่นาค วัดระฆัง เป็นคนดีในกรุงเทพฯ ในระยะใกล้ๆ หลวงปู่นาค วัดระฆัง นี่เคยรู้จักกับอาตมามาหลายปี เอาขั้นรู้จักนะ ไม่ใช่ดันไปเป็นเพื่อนกับท่าน ครั้งหนึ่ง ท่านไปที่วัดบางซ้ายนอก อำเภอเสนา จังหวัดอยุธยา เดี๋ยวนี้เขายกขึ้นเป็นอำเภอบางซ้ายแล้ว อาตมานอนหลับ พอท่านไปถึงท่านก็จับขากระตุก พอลุกขึ้นมาเห็นเป็นหลวงพ่อนาค เลยรีบลุกขึ้นกราบ แล้วปูพรมให้ท่าน อาตมาก็ไม่ใช่พระวัดนั้น จะไปเทศน์ ถึงเวลากลางคืนเขานิมนต์ท่านไปปลุกพระ ปูพรมแล้วท่านก็นั่ง แล้วก็มีพระมหาไว พระครูอดุลย์ วรวิทย์หรืออะไรก็ไม่ทราบ อดุลย์ก็แล้วกัน มหาไวเจ้าคณะอำเภอบางซ้ายคนปัจจุบัน หยิบพระให้องค์หนึ่งเป็นพระทำใหม่ ถามว่าพระองค์นี้เขาปลุกเสกใช้ได้ไหมขอรับ พอท่านหยิบปั๊บท่านก็บอกเลย บอกว่าพระที่ปลุกเสกพระองค์นี้น่ะรูปร่างขาวๆ ท้วมๆ ใช่ไหม อายุประมาณสัก 30 ปี พระครูอดุลย์ก็บอกว่าใช่ ท่านบอกว่า อือ เขาเก่งเหมือนกันนะ เขาเก่งเหมือนกัน ทำหนักไปในด้านคงกระพันชาตรี นี่เป็นจุดหนึ่งของหลวงพ่อนาคนะ เราเล่ากันจุดเล็กๆ ก็แล้วกัน จุดที่สอง ร้อยเอกไพบูลย์ นายทหารช่าง ช.พัน 1 สมัย ปี พ.ศ. 2502 หรือจะเป็น 2503 ก็ไม่ทราบ ปีนั้นอาตมาไปพักฟื้นที่วัดชิโนรสาราม จังหวัดธนบุรี หลังกองเรือเล็ก กองทัพเรือ ร้อยเอกไพบูลย์ก็ไปบวชอยู่ด้วย เวลาบวชก็อยากเจริญกรรมฐาน ก็สอนให้ตามแบบฉบับเท่าที่รู้ ความจริงก็ไมได้รู้มากนัก พอรู้บ้าง ไอ้รู้บ้างก็ไม่ใช่ว่ารู้ดี เท่าที่มีความรู้ก็สอนไป แกนั่งปั๊บคืนแรก เห็นคน 3 คน มายืนดำ ตัวใหญ่อยู่ข้างๆ ความจริงอาตมานั่งอยู่อีกห้องหนึ่งก็เห็นเหมือนกัน รู้ว่าเพื่อนเก่าของร้อยเอกไพบูลย์มาเยี่ยม เพราะตัวแกดำๆ แกเคยเป็นกุมภัณฑ์ ตอนเช้าแกก็รายงานเรื่องการเห็นให้ทราบ ไม่เป็นไรหรอก เพื่อนเขามาคุ้มครอง แกก็กลัว คืนที่ 2 ที่ 3 แกก็ยังแสดงความกลัว ก็เลยนึกว่านี่ท่าจะไม่เป็นเรื่อง ถ้าขืนกลัวหนักๆ ประสาทจะแย่ ดีไม่ดีจะเป็นบ้าเอา พูดเท่าไรแกก็ไม่เชื่อแล้ว ก็เลยบอกว่าเอายังงี้ก็แล้วกัน คืนที่ 4 นี่ หาดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปหาหลวงพ่อนาค วัดระฆัง เพราะในพรรษานั้นท่านสอนพระกรรมฐาน ตอนค่ำก็ไปนมัสการท่านก่อนสองทุ่ม เวลาสองทุ่ม ท่านลงมือให้นักปฏิบัติกรรมฐานเจริญกรรมฐาน เวลาทุ่มเศษๆ ก็ไปพบท่าน เลยบอกร้อยเอกไพบูลย์ เป็นพระแล้ว เข้าไปนมัสการ พอส่งพานให้ท่าน พอกราบเงยหน้าขึ้นมาท่านก็บอกเลย จะไปกลัวทำไมผี ไอ้ 3 คนที่มันมายืนอยู่ข้างๆ นี่มันเพื่อนเก่าของเรานี่ เขามายืนอารักขารักษาความปลอดภัยให้ ไม่น่าจะกลัว ต่อจากนี้ไปไม่ต้องกลัวนะ เรามีครูบาอาจารย์ (เวลานั้นถือฉันเป็นครู ) ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งหมด เราจะได้ดีนะ ทำให้ดีจะได้ดี นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท่านรู้ เอาเรื่องที่ท่านรู้โดยไม่ต้องบอกมาคุยกัน ท่านจะรู้เพราะอะไรก็ช่าง  ทีนี้มาอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องรถนายทหารหาย นายทหารคนนี้ก็เป็นทหารผู้ใหญ่แล้ว ไม่เอาชื่อมาคุยดีกว่า เป็นอันว่าเรื่องก็มาจากร้อยเอกไพบูลย์ เหมือนกัน ร้อยเอกไพบูลย์ มารายงานให้ทราบบอกรถเจ้านายหาย ไปดูหนังที่โรงหนังสือคิงส์หรือแกรนด์ก็ไม่ทราบ เป็นรถประจำตำแหน่ง ไม่ทราบว่าไปไหน เขาบอกให้ดูให้ด้วย เลยบอกว่า ถ้าหลวงพ่อนาคยังมีชีวิตอยู่ ฉันจะไม่ยอมพยากรณ์ ข้าวของดีๆ มีค่าสูงยังมีอยู่ละก็ไอ้ของญี่ปุ่นไม่น่าจะขาย ไม่น่าจะโฆษณา อ้าว ไม่ได้แอนตี้ของญี่ปุ่นกะเขานา นี่เปรียบเทียบให้ฟัง ของเยอรมันทำของแข็งแรง ของญี่ปุ่นทำของไม่แข็งแรง ขายราคาถูก ก็แบบความรู้ของอาตมากับความรู้ของหลวงพ่อนาค ความรู้ของหลวงพ่อนาคเหมือนของเยอรมัน แข็งแรงมั่นคง ของดีจริงๆ ไอ้ของอาตมานี่มันของญี่ปุ่นใช้อะไรไม่ค่อยได้ บางมันก็ดีแต่ไม่ดีเสียมากกว่าดี ก็เลยบอกว่า ถ้าหลวงพ่อนาคยังมีชีวิตอยู่ ฉันไม่ดูให้แก แกไปหาหลวงพ่อนาค ก็ไปหาหลวงพ่อนาคกัน พร้อมกับจ้าวนายของเขาเอาดอกไม้ธูปเทียนไป พอประเคนดอกไม้ธูปเทียน 2 คน ก็กราบ กราบพอเงยหน้าขึ้นมาท่านก็พูดเลยว่า ไอ้รถของคุณน่ะ ไม่ต้องไปวิตกกังวลหรอก พรุ่งนี้เวลาประมาณสักบ่าย 5 โมง จะมีตำรวจเอามาส่งให้ ตำรวจเขาจับไว้ ทางด้านสายเหนือของจังหวัดพระนคร เลี้ยงดูกันตามสมควร คือเราขอบใจเขา พอพูดจบท่านก็ถามว่าเออ ขอโทษเถอะไอ้ฉันมันคนแก่พูดเลอะเทอะไปนี่มาธุระอะไรกันนี่ พอเท่านั้นแหละ พ่อเจ้าประคุณ 2 คน ก็บอกว่าจบเรื่องแล้วขอรับหลวงพ่อ เรื่องนี้ก็มีแค่นี้นะ ฟังแค่นี้แล้วก็คิดไว้ด้วยว่าท่านรู้แบบไหน นี่ไม่บอกให้ฟังเพราะเป็นเรื่องเล่าให้ฟัง   แล้วก็มีอีกตอนหนึ่ง นายตำรวจสมัย คุณเผ่า เวลานี้ยังรับราชการอยู่ เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่แล้วไม่ออกชื่อหรอก ประเดี๋ยวแกจะว่าเอา ออกชื่อไม่ได้ สมัยนั้นเป็นร้อยตำรวจโท พระของแกหาย พระพุทธรูปขนาด 5 นิ้ว ราคาก็ร้อยกว่าๆ แต่ว่าคนไปล้วงคองูเขียวตายเข้านี่มันโมโห ที่เรียกว่างูเขียวตายเพราะอะไร เพราะเวลานั้น แกไปรับราชการไปทำงาน ไปอยู่เวรที่โรงพัก ทีนี้พระอยู่ที่บ้าน คนขโมยที่บ้าน จะหาว่าแกเผอเรอไม่ระมัดระวังไม่ได้ เพราะแกไม่ได้อยู่ ก็เหมือนกับงูเขียว แต่ว่าตายแล้ว เพราะบ้านมันจะคุ้มครองอะไรได้  เมื่อพระแกหายก็มาถาม แกถามว่าพระของผมใครลักเอาไปขอรับ ก็เลยบอกว่าคุณจะมาถามอะไรฉัน ในเมื่อพระของคุณหาย แล้วอีกประการหนึ่งท่านที่มีความรู้ดีกว่าฉัน คือหลวงพ่อนาค ถ้าคุณอยากจะรู้คุณไปถามหลวงพ่อนาคก็แล้วกัน แล้วคุณจำไว้นะ ถ้าหากว่าหลวงพ่อนาคยังมีชีวิตอยู่เพียงใด ถ้าหากว่าคุณมีความขัดข้องใดๆ ก็ตาม ถ้ามาถามฉัน ฉันจะไม่บอก เพราะว่าหลวงพ่อนาคดีกว่าฉันหลายล้านเท่า ไปหาหลวงพ่อนาคก็แล้วกัน เป็นอันว่าแกก็ไปหาหลวงพ่อนาค พอเอาดอกไม้ธูปเทียนไป ก็กราบ เจตนาของแกมีอยู่ว่า ถ้าแกรู้ตัวเมื่อไรแกจะยิงทิ้งทันที ในฐานะที่ย่องมาล้วงคองูเขียวตาย คือบ้านคำว่างูเขียวในที่นี้หมายถึงบ้านแล้วก็ตาย เพราะบ้านมันพูดไม่ได้มันเลื้อยไม่ได้ เหมือนกับงูเขียวตาย ไม่มีพิษ แต่ว่าเจ้าของพระเป็นงูเห่าแล้วก็มีพิษมาก อาตมาก็ทราบเจตนาของแก สีหน้าของแกบอกอาการของแกบอก คิดว่าอีตานี้ถ้ารู้ตัวเมื่อไรแกยิงทิ้งแน่ เพราะสมัยนั้นเป็นสมัยยิงทิ้ง   แกกราบลงไป 3 วาระ พอเงยหน้าขึ้นมา หลวงพ่อนาคหรือท่านเจ้าคุณเทพสิทธินายก องค์เดียวกันก็บอกว่า คุณ คุณจะไปฆ่าจะไปแกงเขาทำไม คุณคิดจะไปฆ่าเขานะประโยชน์มันดีที่ไหน พระพุทธรูปองค์เดียวราคา 100 กว่าบาท เวลานี้คุณเป็นร้อยตำรวจโทกินเงินเดือนเท่าไร แล้วต่อไป ถ้าคุณยังไม่ออกคุณอาจจะได้เลื่อนยศเป็นนายพันนายพลก็ได้ แล้วเงินเดือนมันเดือนละเท่าไร ถ้าคุณไปฆ่าเขาตายบังเอิญเขาต่อสู้ หมายความวาญาติของเขาฟ้องร้องขึ้นมา คดีถึงโรงศาลคุณก็จะติดคุกติดตะราง เมื่อเวลาคุณติดคุกติดตะรางน่ะ เงินเดือนจะได้หรือเปล่า เงินเดือนมันก็ไม่ได้ ศักดิ์ศรีของคุณก็เสียไป อนาคตก็ถูกบั่นทอน แล้วลูกเมียข้างหลังก็จะมีแต่ความลำบาก จะหากินเองมันจะสะดวกที่ไหน นี่คุณคิดไม่ถูกนี่ พระราคา 100 กว่าบาท แล้วคุณคิดจะฆ่าเขานอกจากนั้นคุณตายแล้ว คุณยังจะต้องตกนรกอีก เมื่อเราอยากได้พระใหม่ เราก็ไปซื้อมาใหม่ มันก็หมดเรื่องกันไป ท่านพูดมากกว่านี้นา แนะนำถึงเรื่องสวรรค์เรื่องนรกอยู่นาน ประมาณค่อนชั่วโมง เมื่อพูดจบ ท่านก็ถามว่าขอโทษเถอะคุณ คุณมาธุระอะไร ฉันน่ะเป็นคนแก่นะ พูดเลอะๆ เลือนๆ แบบนี้ บางทีใครเขามาก็พูดส่งเดชไปตามอารมณ์คนแก่นะคุณนะ อย่าถือสาหาความกันคนแก่เลย พ่อเจ้าพระคุณ ร้อยตำรวจโทคนนั้น เวลานี้เป็นนายพันแล้ว ใครก็ช่างแกก็เลยกราบอีก 3 ครั้ง บอกหลวงพ่อขอรับ เรื่องที่ผมต้องการจะรู้น่ะ จบไปแล้วขอรับ ที่หลวงพ่อพูดน่ะ ตรงตามความเป็นจริง ท่านก็บอก เอ๊อะ ยังงั้นเรอะ ขอโทษเถอะ ไอ้ฉันคนแก่มันก็พูดส่ง บางทีนั่งอยู่คนเดียวมันก็พูดนาคุณนา ไม่ได้พูดแต่กับคุณหรอก เวลาเห็นใครเขาบางทีมันก็นึกอยากจะพูดส่งไปยังงั้นแหละ แต่หลายคนเขาก็พูดว่าไอ้ที่พูดน่ะมันตรงตามความเป็นจริง ไอ้ธุระที่เขามามันก็หมดไป ฉันว่ามันก็เป็นเรื่องบังเอิญนะ นี่เป็นเรื่องของหลวงพ่อนาคตอนหนึ่งนะ ท่านผู้ฟัง ท่านจะคิดว่าหลวงพ่อนาคท่านรู้เรื่องยังงี้ได้ด้วยอะไร ด้วยญาณหรือเดาก็ตามใจเถอะ ไม่ได้ว่าอะไรนะ นี่มาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น   ต่อไปถึงเรื่องของหลวงพ่อนาค ก็คือพระลงอเวจี พระองค์นี้ก็ออกชื่อไม่ได้เหมือนกัน ถ้าออกชื่อเมื่อไรอาตมาเห็นจะติดตะรางเมื่อนั้น เพราะลูกศิษย์เยอะเหลือเกิน พระที่วัดไหน จังหวัดไหน ก็ไม่บอกอีกเหมือนกัน ถ้าใครขืนเดา เดาผิดแล้ว จะมาโทษกันไม่ได้นะ ไม่ยอมรับ บอกไว้ก่อนนะว่าไม่ยอมรับ เรื่องนี้ไม่รับ ใครอย่ามาถามเลยยันตาย ไม่พูดหรอก ถ้าขืนพูดเมื่อไรมันตายก่อนเวลา ไม่เอาแล้วเรื่องจริง
เรื่องก็มีอยู่ว่าวันหนึ่งมีอาจารย์วิปัสสนา สมัยโน้น สมัยยังไม่ถึงกึ่งพุทธกาล ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมากสมัยนั้น สมถะ วิปัสสนาเพิ่งจะก้าวขึ้นสู่ระดับตาของชาวโลก ความจริงสมถวิปัสสนามาตรฐานนี่มีมานานแล้ว ตั้งแต่พระพุทธเจ้าทรงอุบัติ หรือก่อนพระพุทธเจ้าทรงอุบัติ แล้วพระพุทธเจ้าก็มาคิดใหม่ ค้นคว้าใหม่ ได้อริยสัจแล้วก็สอนกันเรื่อยมา ยังระบบนิพพาน ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้านิพพานแล้วก็สอนกันเรื่อยมา แล้วมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เกิดมีวิปัสสนาเบสิคเกิดขึ้นอีกหน่วยหนึ่ง แต่ท่านก็เรียกว่าวิปัสสนาเหมือนกัน อันนี้สำหรับผลอาตมาจะไม่พยากรณ์ เพราะว่าไม่ได้เข้าไปร่วมสำนัก จะถือว่าไม่มีผลน่ะไม่ได้ ความจริง การเจริญวิปัสสนาย่อมเป็นไปตามอัธยาศัยของบุคคล จะทำให้เหมือนกันน่ะมันไม่ได้ แบบเดียวกัน แต่พลิกแพลงไปคนละจังหวะกัน เหมือนกัน ได้ผลดีเหมือนกัน อย่าไปโทษกันนะ นักวิปัสสนา ถ้าทำไม่เหมือนกันละอย่าไปว่าเขาผิด อย่าไปว่าเขาถูก ปล่อยเขา เพราะเรื่องผลมันเป็นปัจจัตตัง รู้เอง แล้วการบรรลุมรรคผล มีกิริยาไม่เหมือนกัน อย่างแม่ชีคนหนึ่ง ไม่ใช่นางภิกษุณี ฟังเทศน์มาเกือบล้มเกือบตายไม่ได้อรหัตผล พอกลับมาถึงกระท่อม ตักน้ำล้างเท้าก่อนจะขึ้นกระท่อม น้ำไหลไปแล้วก็หยุด แล้วมองดูน้ำ นึกว่าชีวิตเรากับน้ำมีสภาพเหมือนกัน เมื่อมีการเคลื่อนไปในที่สุดก็หยุด ไม่ช้าเราก็ตายเราจะเกิดสักกี่ชาติก็มีสภาพเป็นแบบนี้ เท่านี้ท่านก็บรรลุอรหันต์ พระบางองค์ฟังเทศน์เกือบตายไม่ได้สำเร็จอรหันต์ ไปนั่งดูพยับแดด พอตอนเย็นพยับแดดหายไป สำเร็จอรหันต์ เห็นเป็นอนัตตาเทียบกับตัว นี่การเป็นอรหันต์บรรลุมรรคผล มีจริยาท่าทางไม่เหมือนกัน แต่กำลังจิตเหมือนกัน ฉะนั้นอาการของการเจริญวิปัสสนาแต่ละสำนักไม่เหมือนกัน แต่ถ้าใช้กำลังจิตถูกต้อง ตรงกับที่พระพุทธเจ้าแนะนำ ก็เป็นอันว่าใช้ได้ ฉะนั้นวิปัสสนาแบบเบสิค แบบไหนก็ช่าง ใครเป็นอาจารย์ก็ช่าง ใครเป็นต้นคิดก็ช่าง ไม่พูดให้ฟัง ท่านจะมีผลเป็นยังไง ท่านก็สอนกับท่านผู้เจริญเท่านั้นจะทราบผล พวกเราทุกคนภายนอกจะรู้ผลไม่ได้ ฉะนั้นอย่าไปประณามกัน ว่าของคนนั้นไม่ดีของคนนี้ไม่ดี ดีเหมือนกัน อย่างน้อยที่สุดก็ดีที่เคยเจริญ มีจิตตกอยู่ในสันโดษ ถ้าว่านั่งทำตัวเป็นตัวเองอยู่สักพักหนึ่งก็ยังดี ดีกว่าไม่ได้ทำเลย
มาว่ากันถึงอาจารย์ผู้นี้ ท่านเป็นอาจารย์สอนวิปัสสนาแบบเบสิค สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ท่านเริ่มต้นก่อน หรือใครจะก่อนท่านก็ไม่ทราบ รู้ว่าองค์นี้มีชื่อเสียงฟุ้งขจรไปมาก ต่อมาท่านก็ตาย เรื่องธรรมดาตาย ไม่ใช่ของผิดธรรมดา คนเกิดมาแล้ว ไม่ตายไม่มี เมื่อตายแล้วเขาก็ทำศพ มีนายทหารเรือหลายคนไปนั่งอยู่ แล้วมีนายทหารเรือบางท่านบวชเป็นพระ อาตมาก็ย่องไปกับเขาเหมือนกัน แต่ว่าไม่ได้ไปในฐานะบังสุกุลหรือพระเทศน์ ไม่ได้สตางค์คราวนั้น ผีพระองค์นี้ไปแล้วก็จน ไม่ได้เงินมา ก็มีหลายพันผีที่ไปแล้วได้เงินมา แต่เพราะอาศัยได้เงินผีได้ของผีมาใช้ เลยไม่ช้าอาตมาก็เป็นผีเหมือนกัน เพราะดันไปใช้ของผีเข้า กินข้าวในงานผี ใช้ผ้าเขาเผาผี เขาถวายผ้าไตร เงินในงานของผีเขาติดกัณฑ์เทศน์ ค่ามาติกา บังสุกุลเขาถวาย ขืนใช้เข้าไปชื่อผีมันก็ติดมากลายเป็นผีไปหลายครั้งแล้ว
เมื่อปี พ.ศ. 2515 หามตัวเข้าโรงพยาบาล ไม่กินข้าวไม่กินน้ำมา 9 วัน เกือบเป็นผี แต่ความจริงถ้าเป็นผีเสียตอนนั้นน่ากลัวมันจะสบาย เพราะอะไร เห็นที่อยู่สวยแจ๋วเทียว สวยกว่าการตายทุกครั้งหมด แต่คราวนี้ไม่ทันตาย ใจมันเห็น แหมมันสวยจริงๆ อยากไปอยู่จัง ช่างเถอะจะไปอยู่เมื่อไหร่ก็ช่าง ไม่ดิ้นรน เพราะมีความหวังอยู่แล้ว ตานี้เมื่อพระองค์นั้นตาย อาตมาก็ไป ไปฐานะไปเผาพระ มีนายทหารเรือคนหนึ่ง ตอนนั้นเป็นเรือเอก ชื่อเรือเอกเสงี่ยม จำนามสกุลไม่ได้เสียแล้ว แกบวชพระแล้วก็นั่งอยู่ใกล้หลวงพ่อนาค พอนั่งใกล้ๆ แล้วก็ถามหลวงพ่อนาคว่า หลวงพ่อนาคขอรับ ท่านองค์นี้ตาย เขาจัดศพเป็นงานใหญ่ หลวงพ่อมีความรู้สึกเป็นยังไงขอรับ หลวงพ่อนาคก็บอกว่าเอ๊อะ ข้าจะมีความรู้สึกยังไง ก็ในเมื่อคนมันไปอเวจีเสียแล้ว อาตมานั่งรองลงมาข้างท้ายก็สงสัย ท่านบอกว่าคนนี้ไม่ใช่พระ ก็ยกมือพนมกราบเรียนถามท่านว่า หลวงพ่อหมายถึงใครขอรับ คำว่าคนไปอเวจีน่ะ ท่านก็เลยตอบว่า ไอ้คนที่เขาจัดงานศพวันนี้น่ะซิไปอเวจี ก็เลยกราบเรียนท่านว่า หลวงพ่อเป็นพระนะขอรับ ไม่ใช่คน ท่านบอกว่าพระเมื่อไร ข้าเรียกคนนี่ยังสูงไปแล้วนา แต่ความจริงมันเป็นสัตว์นรกมาตั้งแต่ก่อนตาย ไอ้คนเราจะตาย จะเป็นพรหมต้องเป็นพรหมก่อนตาย ถ้าจะเป็นเทวดาก็ต้องเป็นเทวดาก่อนตาย จะเป็นสัตว์นรกก็เป็นสัตว์นรกก่อนตาย ใครจะไปนิพพานก็เข้าถึงนิพพานก่อนตาย ก็เจ้านี่มันเป็นสัตว์นรกก่อนตาย นี่ไปอเวจีแล้ว เสร็จกัน แล้วท่านก็เผา เมื่อเขาเผาเสร็จ เอาดอกไม้จันทน์ไปใส่แล้วก็กลับมา กลับมาที่กุฏิ พวกคณะนายทหารเรือด้วยแล้วก็มีคนหลายคนตามหลวงพ่อนาคมา เมื่อท่านนั่ง พวกเราก็กราบอีกวาระหนึ่ง เพราะมีความเคารพเต็มที่ สำหรับหลวงพ่อนาคนี่ อาตมามีความเคารพเต็มที่ หมายความว่า เคารพหมดตัว ไม่มีเหลือ ไม่เคยนึกตำหนิว่า ตรงไหนของท่านไม่ดี ไอ้ร่างกายน่ะไม่ดีจริง แต่ด้านจิตใจของท่านดีจริงๆ หายาก ไหว้มานานเรียกว่าไหว้ตั้งแต่ก่อนออกจากรุงเทพฯ ไปอยู่ต่างจังหวัด องค์นี้เต็มใจไหว้ แต่งบางคนที่มียศใหญ่ บางทีไหว้นิดเดียว ยกมือขึ้น 10 นิ้ว แต่ว่าให้นิ้วเดียว ทั้งนี้เพราะว่าอะไร เพราะว่าเกรงใจ ยศใหญ่แต่ใจสกปรก สำหรับท่านที่มียศใหญ่แต่ใจสะอาดก็มีเยอะ อันนี้ไหว้หมด 10 นิ้ว แล้วก็แถมหัวด้วย เป็นอันว่าเมื่อท่านมาแล้ว ถึงกุฏิก็กราบ กราบแล้วก็คุยกัน คุยหลายเรื่อง แต่ไม่ใช่เรื่องพระองค์นั้น คุยไปคุยมาก็เลยถามว่าหลวงพ่อขอรับ หลวงพ่อตายแล้วไปไหน ข้าจะไปรู้หรือหว่า นี่ข้ายังไม่ตายนี่ เลยกราบเรียนท่านว่าคนอื่นเขาตายหลวงพ่อรู้นี่ว่าไปอเวจี แล้วหลวงพ่อตายแล้วหลวงพ่อจะไปไหนล่ะ ท่านก็บอกข้ายังไม่ตายนี่ ข้ายังไม่รู้ บอก ต้องรู้ขอรับ หลวงพ่อบอกนี่ ว่าตายแล้วจะไปเป็นพรหมก็ต้องเป็นพรหมก่อนตาย ถ้าจะเป็นเทวดาก็ต้องเป็นเทวดาก่อนตาย ถ้าจะไปนิพพานก็ต้องเห็นนิพพานก่อนตาย จะลงนรก อบายภูมิ เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ก็ต้องถึงสภาพอย่างนั้นก่อนตาย ตานี้ผมถามหลวงพ่ออีก ก่อนตายนี่หลวงพ่อไปไหน แล้วก็เวลาตายแล้วหลวงพ่อจะไปไหน ท่านก็นั่งมองหน้า บอก แหม ไอ้นี่มันปากตะไกรจริง อาจารย์มันถึงเรียกไอ้ลิงดำ มันไม่ใช่ปากคน ปากลิง บอกดีขอรับปากลิงกินได้ทุกอย่าง ท่านก็หัวเราะชอบใจ บอกเอางี้ก็แล้วกันนะ ถามว่าเอาไงขอรับ เอางี้ เจ้าคุณธรรมพี่ชายข้านา คำว่าพี่ชายอาจจะไม่ใช่พี่ตัวก็ได้ เพราะว่าเป็นคนรุ่นก่อน เรียกว่าบวชก่อนเจ้าคุณธรรมนี่ เวลาท่านจะตาย ท่านเจ็บหนัก ท่านได้อรหัตผลตอนนั้น แล้วก็เวลาท่านตายท่านก็เลยไปนิพพาน แล้วข้าไปไหนข้าไม่รู้ว่ะ เวลาตายข้าจะไปไหนข้าไม่รู้ ก็เลยกราบเรียนท่านว่าคนที่จะรู้ว่าคนอื่นได้ฌานสมาบัติขนาดไหนก็ดี หรือเป็นพระอริยเจ้าอันดับไหนก็ดี ถ้าตัวเองเข้าไม่ถึง ตามพระไตรปิฎกท่านบอกว่าไม่รู้ เหมือนกับคนเรียนหนังสือ คนเรียนประถมปีที่ 1 จะไปรู้เรื่องของประถมปีที่ 4 ไม่ได้ พวกเรียนประถมปีที่ 4 จะรู้เรื่องของชั้นมัธยมไม่ได้ คนที่เรียนชั้นมัธยมจะไปรู้เรื่องตามหลักวิชาการของคนที่เรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้ นี่กฎของความจริงเป็นยังงี้ แล้วถ้าหลวงพ่อไม่เป็นอรหันต์ แล้วจะรู้ว่าเจ้าคุณธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ยังไง ท่านบอกกูไม่รู้โว้ย ก็นึกเอายังงั้นนี่หว่า นึกว่าท่านเป็นพระอรหันต์อีตอนใกล้จะตาย พ่อเล่นไม่ตายแบบนี้ พ่อเอาหัวขนเอาเฉยๆ
ก็เป็นอันว่าเรื่องของหลวงพ่อนาคสำหรับวันนี้นะยุติกันเพียงเท่านี้ ต่อไปนี้เริ่มชั่วโมงใหม่
วันนี้วันที่ 5 กุมภาพันธ์ ตอนเที่ยงวันนี้จะไปหาหมอ บอกไว้ด้วย ร่างกายมันไม่ค่อยดี ช่างมันเถอะ แต่ว่าท่านเจ้ากรมเสริมแกเอาการบ้านมาให้ก็เลยทำส่งไป ทำการบ้านแบบนี้ ความจริงมันก็เป็นปฏิปักษ์กับโรคที่มันเป็นอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่เป็นไร มันใกล้จะจบแล้วก็ดี เจ้ากรมเสริมเป็นคนช่างจำดีมาก ไอ้เรื่องแบบนี้มันเรื่องเบาสมอง ฟังแล้วไม่ต้องคิด อ่านแล้วไม่ต้องคิด เป็นนิทานเล่าสู่กันฟัง
เรื่องของหลวงพ่อนาค เขียนไว้อีกข้อเดียว คือเรื่องดูใจเวลาปลุกพระ นี่เรื่องมันเกี่ยวกันกับอาตมา ต้องขอประทานโทษบรรดาท่านผู้อ่านหรือท่านผู้ฟัง เมื่อฟังแล้วอ่านแล้วก็อย่าคิดว่าอาตมาเป็นผู้วิเศษ อย่าคิดยังงั้นนะ จงคิดเสียว่าอาตมาก็เป็นเถรหัวล้านธรรมดาๆ ไม่มีอะไรดีกว่าท่านผู้ฟัง เกิดแล้วก็แก่ แก่แล้วก็เจ็บ เจ็บแล้วก็ตาย กินแล้วก็ขี้ ตื่นแล้วก็หลับ ธรรมดา ปวดเมื่อยไม่สบาย ปวดฟันตาฟ้าหูฟางเหมือนกัน พูดจาเอะอะโวยวายหยาบคายก็ได้ พูดนิ่มนวลก็ได้ ทำท่าเป็นผู้ดีก็ได้ ทำท่าเป็นสิงห์หน้าพลับพลาก็ได้ ทำเป็นหมาเห่าชาวบ้านก็ได้ เป็นทุกอย่าง ไอ้ที่ทำอย่างนั้น เพราะใจมันเป็นอย่างนั้น ไม่เหมือนหลวงพ่อนาค ท่านดีจริงๆ เลยยอมรับนับถือท่าน
มาครั้งหนึ่ง ที่วัดชิโนรสาราม ธนบุรี ตอนนั้น สมัยนั้น เจ้าคุณสุวรรณเวที(ทองดี) อดีตเป็นพระของวัดระฆังมาเป็นเจ้าอาวาส ท่านก็ทำพิธีพุทธาภิเศก ปลุกพระเรียกว่าบวชพระพุทธเจ้า พระเครื่องนี่เขาทำรูปเปรียบพระพุทธเจ้าบ้าง บางทีก็ทำรูปเปรียบของพระสงฆ์ แต่วันนั้นทำรูปเปรียบเฉพาะพระพุทธเจ้า ก็เลยเรียกว่าไปบวชพระพุทธเจ้ากัน ปลุก ไม่ใช่บวชกระมัง ท่านกำลังหลับ ไปปลุกให้ตื่น ท่านมีหน้าที่ปลุกเขานิมนต์มา 9 องค์ พระอะไรบ้างก็ไม่ทราบ แต่เท่าที่รู้จักมีอยู่หลายองค์ แต่พูดถึงอยู่ 2 องค์ คือ หลวงพ่อนาค กับพระครูธรรมาภิราม พระแขนสั้นแขนยาวนครปฐม นอกนั้นที่รู้จักก็มีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนกัน ในสมัยนี้ก็โด่งดัง สมัยนั้นก็โด่งดังอีก 7 องค์ แต่ไม่พูดถึงหรอก คือพูดถึงไม่ได้ เดี๋ยวจะถูกด่า เวลาท่านปลุกพระ สำหรับพระครูธรรมาภิราม รู้จักอาตมาดี อาตมาเรียกหลวงน้า พอเจอะท่านเข้าก็คุยตามแบบฉบับ ทีแรกก็ทำท่าเป็นพระติ๋มๆ เพราะไม่เคยรู้จักใคร พออาตมาเข้าไปก็เลยออกท่าตามแบบฉบับ ออกท่าอะไรทราบไหม ท่าลิง ก็ไปยั่วท่านด้วยอาการต่างๆ ท่านก็ทำโน่นทำนี่ ชาวบ้านเขาก็เลยรู้สึกว่าท่านจะล่อกแล่กไปหน่อย ก็เลยบอกว่าหลวงน้า ไอ้แก้วน้ำน่ะ มันอยู่ไกลผม หลวงน้าช่วยหยิบมาให้ทีเถอะ ท่านบอก เฮ้ย แขนกูหยิบไม่ถึงนี่หว่า ก็เลยบอก เอ๊อะ พระจะปลุกพระนี่ เอาพระที่ไม่มีฤทธิ์มามันก็เสีย เสียของเปลืองที่ ไม่เอา ถ้าหยิบแก้วน้ำไม่ได้ก็นิมนต์กลับวัด ไม่มีประโยชน์ พระแบบนี้ ความจริงตอนนั้นพระคณาจารย์หลายองค์ก็นั่งอยู่ด้วย แต่เราไม่เกี่ยว เราคุยกับน้าชาย ท่านบอกไอ้นี่มันดูผิดคนนี่หว่า หนอยแน่มันดูถูกนี่หว่า หาว่ากูหยิบไม่ได้เรอะ ก็ตอบว่าไม่ได้ดูถูก แต่ว่าหยิบไม่ถึง นิมนต์กลับวัดเลย เอามารกที่ พระประเภทนี้ เสียศักดิ์ศรีครูบาอาจารย์ นี่เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อปานนะ แล้วก็เป็นหลานชายหลวงพ่อปานด้วยนะ ไม่ใช่ลูกศิษย์อย่างเดียว มองหน้าเป๋ง เออ มึงดูถูกกู กูก็เอาได้วะ เรื่องอะไร ท่านก็ยื่นแขนซ้ายออกไปมันก็ไม่ถึง เลยเอาแขนขวาตบตรงข้อศอก บอกแขนยาวออกไปซิหว่า ไอ้แขนมันค่อยๆ ยาวออกไปๆ ความจริง ไอ้แก้วน้ำตั้งอยู่ห่างสุดแขนท่านสักเมตรหนึ่งเห็นจะได้หรือเมตรเศษๆ ในที่สุดท่านก็หยิบแก้วน้ำมาส่งให้ คนพวกนั้นมองกันตาตั้งหมดแปลกใจว่าพระทำได้ ท่านก็บอก ไอ้นี่มันเป็นยังงี้ละ ถ้าไปเจอะมันเข้าทีไรมันทำเสียผู้ใหญ่ทุกทีแหละ มันให้เล่นอย่างโน้นเล่นอย่างนี้ ไม่เล่นมันก็ว่า เราจะให้มันทำมั่งมันก็บอกว่ามันลูกศิษย์รุ่นหลัง มันเล็กกว่า มันไม่ทำ นี่ให้มันทำอะไรซี มันไม่ทำหรอก แล้วมันก็ไม่ทำจริงๆ เพราะอะไร เพราะว่า หลวงน้า คือหลวงพ่อปานนะ ท่านเรียกหลวงน้า หลวงน้าท่านสั่งมันไว้ ห้ามไม่ให้ทำ มันก็เลยเลิกทำ ไอ้นี่เคารพคำสั่งครูบาอาจารย์จริงๆ ไอ้เราไม่ถูกจำกัดนี่ มันก็เลยใช้ให้เราทำอะไรต่ออะไรเรื่อยไป ชาวบ้านเขาถามว่าไม่โกรธมันรึ ลูกหลาน บอก โกรธมันยังไงไปด่ามันเข้าซี ดีไม่ดีมันล้วงย่ามเอาสตางค์หมด ไม่ได้หรอก ไปด่งไปด่ามันไม่ได้หรอก ถ้ามันจะว่าอะไร จะใช้อะไรก็ต้องตามใจมัน เดี๋ยวมันไม่ชอบในมันก็หยิบก็ล้วงเอาตามพอใจ เขาก็ถามว่าไม่บาปเรอะ มันจะบาปยังไง มันลูกมันหลาน มันเอาไปแล้วก็เลยนึกให้มันไปเลย ไม่เอาโทษเอาโพยกับมัน นี่เล่าเรื่องตอนต้นนะ สำหรับครูธรรมาภิราม ทีนี้ถึงเวลาปลุกพระจริงๆ เก้าองค์เข้าไปนั่ง อาตมาเองคิดในใจ ว่าเราก็ไม่มีความรู้อะไร ความดีด้านสมาธิก็ไม่มีอะไร เพราะเป็นคนธรรมดาๆ เป็นพระเดินผ่านหน้านรกไปผ่านหน้านรกมา เดินห่างนรกอยู่ครึ่งนิ้วเท่านั้นเอง ถ้าเผลอเมื่อไรหัวก็ทิ่มนรกเมื่อนั้น ก็เลยนึกในใจว่าเอาพระ 9 องค์นี้องค์ไหนมีอานุภาพมากบ้าง อยากรู้ก็เลยเข้าไปในโบสถ์ เขาปลุกในโบสถ์ ไปนั่งอยู่ท้ายอาสนสงฆ์ สำหรับพระที่ปลุกพระเขาทำเก้าอี้ให้นั่ง เอาไม้ไผ่มาทำเก้าอี้ เขาบอกว่าถ้าปลุกด้วยเก้าอี้ไม้ไผ่มันขลังดี ไอ้นั่นเรื่องของอุปาทาน ไม่เกี่ยว เรื่องของคนคิด
เมื่อไปนั่งอยู่ท้ายอาสนสงฆ์ตั้งจิตอธิษฐาน อาราธนาบารมีพระพุทธเจ้า คือมองดูพระประธานเป็นกำลัง ขอบารมีพระพุทธเจ้าได้โปรดสงเคราะห์ ข้าพระพุทธเจ้าอยากจะดูอานุภาพจิตของพระแต่ละองค์ที่มานั่งปลุกพระในวันนี้ ถ้ากระแสจิตของบุคคลใด มีขนาดเท่าใด มีอานุภาพอย่างไรก็ขอให้ปรากฏแก่อารมณ์ของข้าพระพุทธเจ้า นึกเท่านี้นะ อธิษฐานเอาตามเรื่อง ตามเรื่องของคนที่ไม่มีฌานสมาบัติชั้นดีอย่างเขาหรืออาจจะไม่มีเลย พออธิษฐานเท่านั้นก็จับลมหายใจเข้าออก ทำจิตสงบนิดหนึ่ง ก็เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ นี่เป็นอำนาจของพุทธานุภาพจริงๆ นะ ไม่ใช่ความดีของอาตมา เห็นกระแสจิตของพระทุกองค์ใสแจ๋ว เหมือนกับเห็นของในเวลากลางวัน สำหรับกระแสจิตหลวงพ่อนาคนี่พุ่งออกมาใหญ่เหลือเกิน คลุมเครื่องรางของขลังทั้งหมด เรียกว่าแสงสว่างของจิตแทรกลงไปในเครื่องของขลังอยู่ที่ผิดด้านหน้า ยันข้างล่างสุด เรียกว่าคลุมหมด อาบลงไปหมดเลย โพลงสว่างชัด ของพระครูธรรมาภิราม พุ่งออกมาเหมือนหอก เป็นกระแสเล็กแต่พุ่งแรงมาก แสดงว่าพระครูธรรมาภิราม เป็นพระนักเลง ชอบคงกระพันชาตรี ของหลวงพ่อนาคนี่เต็มไปด้วยอำนาจพระพุทธบารมีจริงๆ มีความเยือกเย็นสบายๆ ยังไงชอบกล แต่พระอีก 9 องค์ มองดูไปแล้วกระแสจิตไม่ได้ออกมา เหมือนกับจุดเทียนจุดริบหรี่ ปักอยู่ในอกนั่นเองอยู่เฉยๆ เป็นดวงนิดหนึ่ง แล้วก็อยู่ในอกเฉยๆ ก็นั่งดูอยู่ยังงั้นจนกว่าเขาจะเลิกปลุกกัน
เมื่อถึงเวลา 23 น. เศษๆ ก็หมดสัญญาณการปลุก ความจริงการปลุกพระนี่ ไม่ต้องใช้เวลามาก ถ้าใช้เวลามากแล้วไม่มีผล ควรจะให้พระกำหนดกันเอง ปลุกพร้อมกัน ใครเต็มเมื่อไรก็พัดผ่อนได้เมื่อนั้น แต่ยังไม่ลุกออกมา ยังงี้จะดีมาก แล้วเวลาปลุกพระ ต้องใช้กำลังสมาธิสูงมาก ถ้าพระได้สมาบัติยังต่ำหรือโยเยอยู่ ยังไม่มั่นคงนัก จิตจะส่ายไปตามกระแสสวด ผลจะไม่ดี แต่ว่าที่ทำกันเวลานี้ ก็มีพระสวดพุทธาภิเศกควบไปด้วย เขาเอาแบบมาจากไหนก็ไม่รู้เหมือนกัน ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ว่าเอาแบบมาจากไหน แต่ว่ามันจะดีหรือไม่ดีแค่ไหนก็ตามเรื่อง หากมีพระกำลังจิตดีก็ใช้ได้ ถ้าพระกำลังจิตไม่ดีก็เลยนั่งหลับตา อีตอนนั่งหลับตาใครจะรู้ว่าทำอะไรบ้าง บางวัดก็เกณฑ์กันตลอดรุ่งไม่เห็นมีประโยชน์ เคยไปร่วมกับเขาเหมือนกัน ถ้าเกณฑ์ตลอดรุ่งดีไม่ดีก็นั่งหลับเลยตานี้ พอเขาเลิกทำพิธี พระอาจารย์ทุกองค์ก็ลงมา พอลงมาเสร็จท่านก็ไปนั่งกันตามหน้าอาสนสงฆ์แต่ไม่ถึงท้าย อาตมานั่งอยู่ทางท้ายกับพระสมุห์สมบูรณ์ พอลงมานั่งกันเรียบร้อย หลวงพ่อนาคก็บอกว่านี่ท่านพวกนี้รู้ไหม ไอ้ขโมยมันมานั่งขโมยอยู่ พระพวกนั้นก็ทำหน้าล่อกแล่กๆ มีพระครูธรรมาภิรามองค์เดียวยิ้ม หันมายิ้มด้วยแสดงว่าท่านรู้ก็เลยยิ้มกับท่าน แต่หลวงพ่อนาคท่านก็ทำเฉย ทำไม่รู้ไม่ชี้ บอกท่านทั้งหลายรู้หรือเปล่า ไอ้ขโมยมันมานั่งขโมยอยู่ ท้ายอาสนสงฆ์ แล้วก็มีญาติโยมคนหนึ่งถามว่าขโมยอะไร ถามขโมยอะไรเจ้าค่ะหลวงพ่อ ท่านก็บอก มันไม่ได้ขโมยอะไรหรอก มันมานั่งขโมยดูใจพระปลุกพระ ไอ้ขโมย มันนั่งอยู่ท้ายอาสนสงฆ์
ตานี้เวลาที่ท่านลงมาแล้วเขาขอพระท่าน ท่านก็แจก เวลาท่านแจกไปขอท่านมั่ง ท่านไม่ให้ บอกไอ้นี่ขโมย ไม่ให้ละ ทำได้อย่างที่เขาทำนี่ ทำได้ไปทำเอาเองซี ท่านไม่ให้ ก็มีพระหลายองค์ท่านมองหน้า ท่านก็เลยบอกว่าไอ้นี่แหละขโมย ขโมยดูใจพระทุกองค์ มันรู้ ว่าใจพระองค์ไหนเป็นยังไง นี่มันทำได้นะพระนี่ มันทำได้ ทำได้คล้ายๆ ข้าแหละ แต่ไอ้ข้ากับมันใครดีกว่ากันข้าไม่รู้หรอก แต่วันนี้ท่านผู้ฟังจำไว้นะ ว่าอาตมาไม่ดีเท่าหลวงพ่อนาค แล้วก็ดียังไม่ใกล้หลวงพ่อนาค ยังไกลอยู่นะ เพราะยังเป็นปุถุชนคนธรรมดา ยังเป็นคนปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ มีหนาว มีร้อน มีเมื่อย มีหิว มีกระหาย รู้เปรี้ยว รู้เค็ม รู้เผ็ด แล้วมีอารมณ์ เสียงดังบ้าง ดุบ้าง ด่าบ้าง ว่าบ้าง คำสุภาพบ้าง ยิ้มแย้มแจ่มใสบ้าง หน้าบึ้งขึงจอบ้าง อย่างนี้อย่าชมกันว่าดีนะ เป็นอาการของคนเลว แต่มันยังอยากจะเลวอยู่ก็ปล่อยมันไป ตายเมื่อไร เลิกเมื่อนั้น เป็นอันว่าเรื่องของหลวงพ่อนาค ยุติกันเพียงเท่านี้ แต่ก็ยังไมเลิกพูด เวลามันยังไม่หมด วันนี้เห็นจะสรุปงานกันได้แล้วนะ เพราะว่าเทปเหลือนิดเดียว

นอกจากหลวงปู่จะเรียนกับหลวงพ่อโต วัดขวางที่เป็นทั้งศิษย์หลวงพ่อเนียม วัดน้อยและหลวงพ่อครุฑ วัดขวาง แล้ว หลวงปู่ยังเป็นศิษย์หลวงพ่อโบ้ย วัดมะนาว และ ยังเป็นศิษย์ตรงๆของพระเทพสิทธฺนายกหรือหลวงปู่นาค วัดระฆัง อีก

 

หนุมานเกราะเพชร >>

ตะกรุดนะหน้าทอง >>